ระบบ load balancing EV charger

Load Balancing EV Charger คืออะไร?

Load Balancing EV Charger คือ ระบบบริหารจัดการกำลังไฟสำหรับเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า โดยทำหน้าที่ควบคุมหรือแบ่งกำลังไฟให้ EV Charger แต่ละเครื่องตามกำลังไฟที่ระบบกำหนดไว้ แทนที่จะปล่อยให้เครื่องชาร์จทุกเครื่องทำงานด้วยกำลังสูงสุดพร้อมกัน ระบบจะช่วยควบคุมว่าขณะนั้นสามารถจ่ายไฟให้แต่ละหัวได้มากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้โหลดไฟฟ้ารวมสูงเกินขีดจำกัดของระบบไฟฟ้า

ประเภทของ Load Management EV Charger

  • Static Load Balancing การกำหนดเพดานกำลังของ EV Charger ไว้ล่วงหน้า เช่น อาคารมี Charger 4 เครื่อง และกำหนดให้แต่ละเครื่องชาร์จได้ไม่เกิน 16 A แม้บางช่วงอาคารจะมีไฟเหลือมากกว่านั้น Charger ก็ยังถูกจำกัดอยู่ที่ค่าที่ตั้งไว้ เป็นระบบที่ไม่ซับซ้อนและควบคุมโหลดได้ง่าย แต่ไม่สามารถนำกำลังไฟที่เหลือในแต่ละช่วงเวลามาใช้ได้เต็มที่
  • Dynamic Load Balancing ระบบจะตรวจสอบโหลดไฟฟ้าของอาคารแบบเรียลไทม์ แล้วปรับกำลังการใช้ EV Charger ตามกำลังไฟที่ยังเหลืออยู่ มีความยืดหยุ่นมากกว่า Static Load Balancing และเหมาะกับอาคารที่มีโหลดการใช้งานเปลี่ยนแปลงตลอดวัน
Main Breaker กำลังตัดเนื่องจากการใช้ไฟเกินพิกัด

ทำไม Main Breaker ถึงตัด และ Load Balancing แก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?

ลักษณะการทำงานของเบรกเกอร์โดยทั่วไป คือ เมื่ออุปกรณ์ไฟฟ้าหลายชนิดทำงานพร้อมกันจนทำให้ กระแสไฟฟ้าไหลเกินพิกัดของวงจร หรือที่เรียกว่าการ Overload เบรกเกอร์จะตรวจจับภาวะผิดปกติและตัดวงจร เพื่อหยุดการจ่ายไฟก่อนที่สายไฟและอุปกรณ์จะเกิดความร้อนสะสมจนเสียหายหรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้

ซึ่งการหยุดจ่ายไฟนี้ส่งผลให้การใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า เกิดการหยุดชะงักตามไปด้วย ระบบ Dynamic Load Balancing จึงต้องเข้ามาช่วยทำหน้าที่ในการตรวจสอบปริมาณการใช้ไฟฟ้าอย่างเรียลไทม์ เพื่อทำการวิเคราะห์ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละเครื่อง ควรได้รับกำลังไฟประมาณไหน เพื่อให้สามารถเปิดใช้งานพร้อมกันได้ โดยไม่ให้เบรกเกอร์ตัดไฟ

การทำงานของระบบ dynamic load balancing สำหรับ EV charger

ตัวอย่างการใช้งานจริงในออฟฟิศ โรงแรม โรงงาน และคอนโด

แต่ละอาคารมีรูปแบบการใช้ไฟต่างกัน การออกแบบระบบต้องคำนึงถึงพฤติกรรมผู้ใช้และโหลดที่มีอยู่ มาดูกันว่าตัวอย่างการใช้งานจริงในอาคารแต่ละประเภท มีลักษณะแบบไหน

1. ออฟฟิศ เน้นการบริหาร Load EV Charger ระหว่างวัน

รถของพนักงานมักจอดแช่เป็นเวลาหลายชั่วโมง จึงไม่จำเป็นต้องชาร์จทุกคันด้วยกำลังสูงสุดตลอดเวลา Dynamic Load Balancing สามารถแบ่งกำลังไฟฟ้าให้รถหลายคัน และปรับกำลังตามโหลดของอาคาร เช่น เครื่องปรับอากาศ ลิฟต์ หรืออุปกรณ์สำนักงาน

2. โรงแรม เน้นการจัดการโหลดช่วงพีคตอนเย็น

โรงแรมเป็นสถานที่ที่มักมีการใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นช่วงเย็น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือการจอดรถเพื่อชาร์จทิ้งไว้ตอนกลางคืน ระบบ Dynamic Balancing EV Charger จะทำการบริหารการใช้งานให้สมดุลมากที่สุด หากต้องการชาร์จรถด้วยกำลังไฟที่สูงมากขึ้น แนะนำให้ชาร์จในช่วงกลางวันแทน

อ่านบทความเพิ่มเติม: EV Charger คอนโด, ระบบ Load Balance, วิธีเก็บเงินลูกบ้านแบบง่าย ๆ

3. โรงงาน เน้นการบริหาร Load EV Charger ร่วมกับเครื่องจักร

โรงงานมักมีเครื่องจักร ระบบไฟฟ้า และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่มีกำลังไฟฟ้าสูงอยู่ตลอดทั้งวัน จึงต้องมีระบบ Load Management EV Charger ที่ออกแบบอย่างเหมาะสม เพื่อลดภาระของระบบไฟฟ้า และป้องกันปัญหา Overload

4. คอนโด เน้นเพิ่มหัวชาร์จโดยไม่เปลี่ยนหม้อแปลง

คอนโดเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าค่อนข้างเยอะตลอดทั้งวัน เพราะมีทั้งลูกบ้านที่พักอาศัยกันอย่างหนาแน่น รวมไปถึงในปัจจุบันที่หลายคอนโดเริ่มมีการติดตั้ง EV Charger เพื่อเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม การใช้ Load Balancing ช่วยจำกัดกำลังรวมของ EV Charger และแบ่งไฟให้รถหลายคันตาม Capacity ที่จัดสรรไว้

ข้อดีของการมีระบบ Load Balancing EV Charger

ในปัจจุบันการเลือกใช้เครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า นิยมเลือกแบบ Smart EV Charger ที่มีระบบ Dynamic Loading ในตัว เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน และการจัดการกำลังไฟที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีข้อดีอื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น

  • ช่วยลดความเสี่ยงไฟ Overload ระบบจะตรวจสอบโหลดไฟฟ้าและปรับกำลังชาร์จให้เหมาะสม ช่วยป้องกันการใช้กำลังไฟเกินขีดความสามารถของระบบ
  • ปรับกำลังชาร์จได้อัตโนมัติ เมื่ออาคารใช้ไฟมาก ระบบสามารถลดกำลัง EV Charger ลง และเมื่อโหลดส่วนอื่นลดลง ก็สามารถเพิ่มกำลังชาร์จกลับขึ้นมาได้ภายในข้อจำกัดที่ตั้งไว้
  • ใช้ Capacity ของระบบไฟได้คุ้มค่าขึ้น ช่วยจัดสรรกำลังไฟที่มีอยู่ระหว่าง EV Charger กับโหลดอื่น ๆ แทนการกำหนดกำลังชาร์จให้คงที่ตลอดเวลา
  • ลดโอกาสที่ Main Breaker ตัดจากโหลดรวมสูงเกินไป เมื่อควบคุมกำลังชาร์จตามโหลดจริง ก็ช่วยลดความเสี่ยงที่กระแสรวมจะสูงเกินค่าที่ระบบกำหนด
  • รองรับ EV Charger หลายเครื่องได้ดีขึ้น ในระบบที่ออกแบบมาสำหรับหลายหัวชาร์จ สามารถแบ่งกำลังที่มีอยู่ระหว่างเครื่องชาร์จแต่ละเครื่องตามเงื่อนไขของระบบ
  • ช่วยลดความจำเป็นในการเพิ่มกำลังไฟในบางกรณี หากระบบเดิมยังมี Capacity เพียงพอและสามารถบริหารโหลดได้ การใช้ Dynamic Load Balancing อาจช่วยให้ติดตั้ง EV Charger ได้โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดระบบไฟทันที ทั้งนี้ต้องมีการประเมินหน้างานก่อน
  • เหมาะกับทั้งบ้านและอาคารที่มีโหลดเปลี่ยนแปลงตลอดวัน เช่น บ้าน สำนักงาน โรงแรม คอนโด หรือโรงงาน ซึ่งมีการใช้ไฟในแต่ละช่วงเวลาไม่เท่ากัน

เลือกแนวทางการติดตั้ง EV Charger ที่เหมาะกับโครงการของคุณ

การติดตั้ง EV Charger ในปัจจุบัน นิยมติดตั้งร่วมกับระบบ Load Balancing EV Charger บริหารการใช้กำลังไฟฟ้าร่วมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่น ๆ ภายในอาคาร เพื่อให้สามารถใช้งานพร้อมกันได้โดยไม่เกิดปัญหา โดยการติดตั้งให้ได้คุณภาพ ควรให้ความสำคัญตั้งแต่การออกแบบ และการเลือกบริษัทรับเหมาที่น่าเชื่อถือ

ขอแนะนำ ณัฐภูมิ วิศวกรรม บริษัทรับออกแบบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าอย่างครบวงจร สามารถให้คำแนะนำในการติดตั้ง EV Charger พร้อมออกแบบระบบที่เหมาะสมกับการใช้งาน ด้วยวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบรับรองอย่างถูกต้อง พร้อมเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าคุณภาพดี ที่สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว

ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ติดต่อเรา หรือโทร 098-291-4911⁣ และแอดไลน์ @npeng

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Load Balancing EV Charger

Q: Dynamic Load Balancing คืออะไร?

A: หนึ่งในประเภทของระบบ Load Balancing ที่ตรวจสอบโหลดจริงของอาคารแบบต่อเนื่อง แล้วปรับกำลัง EV Charger ให้เหมาะกับ Capacity ที่เหลืออยู่ในแต่ละช่วงเวลา

Q: Dynamic Load Balancing ต่างจาก Static Load Balancing อย่างไร?

A: Static Load จะกำหนดกำลังสูงสุดไว้ล่วงหน้า ส่วน Dynamic Load สามารถปรับกำลังตามโหลดจริงของอาคารที่เปลี่ยนแปลงระหว่างวัน

Q: DLB ช่วยป้องกัน Main Breaker ตัดได้หรือไม่?

A: ช่วยลดความเสี่ยงได้ หากระบบได้รับการออกแบบ ตั้งค่า และทำงานอย่างเหมาะสม เพราะ DLB สามารถลดกำลัง EV Charger เมื่อโหลดรวมเข้าใกล้ขีดจำกัดที่กำหนด

Q: ระบบนี้ช่วยลดค่าไฟได้จริงหรือไม่?

A: ไม่ได้ช่วยลดค่าไฟโดยตรง เพราะระบบนี้จะเข้ามาช่วยจัดการพลังงานให้มีความสมดุลมากกว่า แต่อาจส่งผลต่อการลดค่าไฟในแง่ของการที่เครื่องใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า ไม่ต้องทำงานหนักมากเกินไป จนเกิดความร้อนและการขัดข้อง