เซอร์กิตเบรกเกอร์ (Circuit Breaker) คืออะไร?
เซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือที่เรียกกันว่า “เบรกเกอร์” เป็นอุปกรณ์สำหรับเปิด-ปิดวงจรและตัดวงจรเมื่อเกิดความผิดปกติตามคุณสมบัติของอุปกรณ์ เช่น กระแสเกิน หรือกระแสลัดวงจร ช่วยป้องกันสายไฟและอุปกรณ์จากความเสียหายที่อาจนำไปสู่การเกิดเพลิงไหม้ได้
โดยหลักการทำงานของเซอร์กิตเบรกเกอร์ คือ เมื่อกระแสไฟฟ้าภายในระบมีความผิดปกติ เช่น กระแสโหลดเกิน ด้ามจับของตัวเบรกเกอร์จะทำการสับมาอยู่บริเวณ Trip หรือ กึ่งกลางระหว่าง On กับ Off และเมื่อความผิดปกติถูกแก้ไขและตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว เราก็สามารถสับด้ามจับหรือคันโยกกลับไปในตำแหน่ง On เพื่อใช้งานต่อได้ทันที

ประเภทของเซอร์กิตเบรกเกอร์ที่ได้รับความนิยมในการใช้งาน
โดยปกติแล้ว Circuit Breaker จะถูกแบ่งเป็น 3 ระดับตามแรงดันไฟฟ้า คือ แรงดันสูง แรงดันปานกลาง และแรงดันต่ำ แต่ประเภทที่ได้รับความนิยมในการใช้งานมากที่สุด สำหรับระบบไฟฟ้าภายในบ้านและอุตสาหกรรมทั่วไป คือ เซอร์กิตเบรกเกอร์แรงดันต่ำ สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. MCB (Miniature Circuit Breakers)
MCB หรือ ลูกเซอร์กิต เป็นเซอร์กิตเบรกเกอร์ขนาดเล็กที่นิยมใช้กับวงจรไฟฟ้าภายในบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงาน และอาคารพาณิชย์ โดยมีหน้าที่หลักในการตัดวงจรเมื่อเกิด กระแสไฟฟ้าเกิน หรือ ไฟฟ้าลัดวงจร เพื่อป้องกันสายไฟและอุปกรณ์ในวงจรได้รับความเสียหาย
MCB มีให้เลือกทั้งแบบ 1, 2, 3 และ 4 Pole จึงสามารถนำไปใช้กับระบบไฟฟ้า 1 เฟสและ 3 เฟสได้ตามการออกแบบของระบบ ส่วนรูปแบบการติดตั้งที่พบได้ เช่น
- Plug-on สามารถติดตั้งเข้ากับแผงที่รองรับได้เลย
- DIN Rail ต้องใช้เครื่องมือช่างในการติดตั้ง
2. RCDs (Residual Current Devices)
RCD อุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟรั่ว ซึ่งมีหน้าที่ตรวจจับความแตกต่างระหว่างกระแสไฟที่ไหลออกไปยังโหลดกับกระแสที่ไหลกลับ หากพบกระแสรั่วเกินค่าที่กำหนด อุปกรณ์จะตัดวงจรเพื่อลดความเสี่ยงจากไฟดูดหรือไฟรั่ว โดยต้องมีการติดตั้งสายดินให้เรียบร้อยก่อน แบ่งได้เป็น 2 ประเภทย่อย
- RCCB (Residual Current Circuit Breaker) ทำหน้าที่ป้องกันกระแสไฟรั่ว แต่ไม่สามารถตัดวงจรได้ด้วยตัวเอง จึงต้องใช้ร่วมกับ MCB หรือ MCCB
- RCBO (Residual Current Circuit Breaker with Overcurrent Protection) รวมความสามารถในการป้องกันกระแสไฟรั่ว กระแสเกิน และไฟฟ้าลัดวงจรไว้ในอุปกรณ์เดียว จึงช่วยลดจำนวนอุปกรณ์ภายในตู้และเหมาะกับวงจรที่ต้องการการป้องกันแบบครบถ้วน
3. MCCB (Molded Case Circuit Breakers)
MCCB เป็นเซอร์กิตเบรกเกอร์ที่รองรับกระแสและความสามารถในการตัดกระแสลัดวงจรได้สูงกว่า MCB จึงนิยมใช้ในอาคารขนาดใหญ่ โรงงานอุตสาหกรรม ตู้ควบคุม และระบบจ่ายไฟที่มีโหลดสูง ใช้กับกระแสไฟตั้งแต่ 100-2,300A แรงดันไม่เกิน1,000โวลต์
4. ACB (Air Circuit Breakers)
ACB หรือ Air Circuit Breaker เป็นเซอร์กิตเบรกเกอร์แรงดันต่ำขนาดใหญ่ที่ใช้อากาศเป็นตัวกลางในการหยุดการอาร์ก นิยมติดตั้งเป็น Main Circuit Breaker ภายในตู้ MDB ของโรงงาน อาคารขนาดใหญ่ และระบบจ่ายไฟที่ต้องรองรับกระแสสูง สามารถติดตั้งอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เพิ่มเติมได้

การเลือกใช้งาน Circuit Breaker ทำอย่างไร?
การเลือกเซอร์กิตเบรกเกอร์ ควรพิจารณาให้สอดคล้องกับระบบไฟฟ้าและลักษณะการใช้งาน โดยระบบไฟฟ้าที่พบทั่วไปมีทั้งระบบ 1 เฟส ซึ่งนิยมใช้ในบ้านพักอาศัย และระบบ 3 เฟส ที่พบในอาคารพาณิชย์และโรงงานอุตสาหกรรม ปัจจัยสำคัญที่ใช้ประกอบการเลือกเบรกเกอร์มี 2 ส่วน คือ จำนวน Pole และ ค่าพิกัดกระแสของเบรกเกอร์
1. จำนวน Pole
- 4 Pole (4P) ใช้กับระบบไฟฟ้า 3 เฟสที่ต้องการตัดทั้งสาย Line ทั้ง 3 เฟสและสาย Neutral พร้อมกัน เหมาะกับระบบที่ออกแบบให้ตัดแยกตัวนำทั้ง 4 เส้นเมื่อเกิดความผิดปกติ
- 3 Pole (3P) ใช้กับระบบไฟฟ้า 3 เฟส โดยทำงานกับสาย Line ทั้ง 3 เฟส นิยมใช้ในอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และวงจรเครื่องจักรที่ใช้ไฟ 3 เฟส
- 2 Pole (2P) ใช้กับระบบไฟฟ้า 1 เฟส โดยสามารถตัดสาย Line และ Neutral พร้อมกัน มักพบในการใช้งานเป็นเมนเบรกเกอร์ของตู้ Consumer Unit และมีให้เลือกทั้งกลุ่ม MCB และ MCCB
- 1 Pole (1P) ใช้กับระบบไฟฟ้า 1 เฟส โดยตัดเฉพาะสาย Line นิยมใช้เป็นเบรกเกอร์ลูกย่อยสำหรับวงจรต่าง ๆ ภายในบ้าน เช่น วงจรแสงสว่างหรือวงจรเต้ารับ
2. ค่าพิกัดกระแส
- Interrupting Capacity (IC) ความสามารถของเซอร์กิตเบรกเกอร์ในการตัดกระแสลัดวงจร โดยมักระบุเป็นหน่วย kA (กิโลแอมแปร์)
- Ampere Trip (AT) ค่าพิกัดของชุดตัดกระแสที่ใช้กำหนดการทำงานของเบรกเกอร์เมื่อมีกระแสเกิน
- Ampere Frame (AF) หรือพิกัดกระแสโครง เป็นค่าที่บ่งบอกขนาดเฟรมหรือพิกัดสูงสุดของโครงสร้างเบรกเกอร์
การบำรุงรักษาและการตรวจสอบเซอร์กิตเบรกเกอร์
เพื่อให้ระบบไฟฟ้าภายในโรงงานสามารถทำงานได้อย่างราบรื่น ควรมีการตรวจสอบและบำรุงรักษา Breaker ไฟฟ้าเบื้องต้น ดังนี้
- ตรวจสอบว่าตัวเบรกเกอร์ติดตั้งแน่นหนาอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม และไม่มีร่องรอยความเสียหาย เช่น รอยไหม้ รอยแตก หรือการบิดงอของตัวอุปกรณ์
- เช็ดทำความสะอาดฝุ่น คราบสกปรก และสิ่งแปลกปลอมบริเวณฉนวน เพื่อช่วยลดการสะสมของความร้อนและลดความเสี่ยงต่อการเกิดไฟรั่วหรือการเสื่อมสภาพของฉนวน
- ตรวจสอบชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนไหว เช่น ลูกกลิ้ง หยอดด้วยน้ำมันหรือจาระบีตามที่ผู้ผลิตแนะนำ เพื่อให้กลไกเปิด-ปิดทำงานได้อย่างราบรื่นและลดการสึกหรอ
- ตรวจสอบการทำงานของกลไกต่าง ๆ หากพบว่ากลไกทำงานฝืด หลวม หรือมีการสึกหรอ ควรปรับตั้งให้กลับมาอยู่ในสภาพที่เหมาะสม
- ตรวจดูสายไฟ ขั้วต่อ และจุดยึดต่าง ๆ มีความแน่นหนา ไม่มีรอยไหม้หรือความร้อนผิดปกติ เพราะจุดต่อที่หลวมอาจเพิ่มความต้านทานและทำให้เกิดความร้อนสะสมได้
ติดตั้งเซอร์กิตเบรกเกอร์และระบบไฟฟ้าอย่างปลอดภัยกับ ณัฐภูมิ วิศวกรรม
เซอร์กิตเบรกเกอร์ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์ที่ช่วยสร้างความปลอดภัยในระบบไฟฟ้า สำหรับการใช้งานทั้งภายในบ้านพัก อาคาร และโรงงานอุตสาหกรรม การเลือกใช้เบรกเกอร์ที่เหมาะสมกับสภาพการทำงาน และติดตั้งอย่างถูกวิธี จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถติดต่อ ณัฐภูมิ วิศวกรรม สำหรับการปรึกษา แนะนำ และใช้บริการดูและติดตั้งระบบไฟฟ้า เพราะเรามีประสบการณ์ในงานด้านนี้มาอย่างยาวนาน พร้อมให้บริการอย่างเต็มที่ เพื่อระบบไฟฟ้าที่ปลอดภัยของคุณ
ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ติดต่อเรา หรือโทร 098-291-4911 และแอดไลน์ @npeng
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ เซอร์กิตเบรกเกอร์
Q: เซอร์กิตเบรกเกอร์ตัดบ่อยเป็นเพราะอะไร และควรแก้ไขอย่างไร?
A: สาเหตุหลักคือกระแสไฟเกิน อุปกรณ์ไฟฟ้าเสียหาย หรือเบรกเกอร์เสื่อมสภาพ ควรตรวจสอบโหลดไฟฟ้า ปิดอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็น และติดต่อช่างผู้เชี่ยวชาญ
Q: Circuit Breaker ต่างจากฟิวส์อย่างไร?
A: ทั้งสองชนิดใช้สำหรับป้องกันความผิดปกติในวงจรไฟฟ้า แต่ฟิวส์จะหลอมขาดเมื่อตัดวงจรและต้องเปลี่ยนใหม่ ส่วน Circuit Breaker สามารถรีเซตกลับมาใช้งานได้หลังจากแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เบรกเกอร์ตัดแล้ว
Q: ความแตกต่างระหว่าง MCB กับ MCCB คืออะไร?
A: MCB เป็นเบรกเกอร์ขนาดเล็กสำหรับบ้านและอาคารเล็ก รองรับกระแสไม่เกิน 125A ส่วน MCCB เป็นเบรกเกอร์ขนาดกลางสำหรับโรงงาน รองรับกระแสสูงถึงหลายพันแอมแปร์ และสามารถปรับค่าการตัดได้
Q: สามารถเลือกเบรกเกอร์ที่มีค่าแอมป์สูง ๆ เผื่อไว้ได้หรือไม่?
A: ไม่ควรเลือกพิกัดกระแสสูงเกินความจำเป็น เพราะเบรกเกอร์ต้องทำงานสัมพันธ์กับขนาดสายไฟ โหลด และลักษณะของวงจร หากเลือกไม่เหมาะสม อุปกรณ์อาจไม่สามารถป้องกันสายไฟจากกระแสเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
