ทำไมการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าโรงงานจึงมีความสำคัญ
ระบบไฟฟ้าภายในโรงงานทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานและมักต้องรองรับโหลดสูง ทั้งจากเครื่องจักร มอเตอร์ ระบบปรับอากาศ และกระบวนการผลิต เมื่อใช้งานไปเรื่อย ๆ อุปกรณ์ย่อมมีโอกาสเสื่อมสภาพ ไม่ว่าจะเป็นฉนวนสายไฟ จุดเชื่อมต่อ หรือระบบระบายความร้อนภายในตู้ไฟ โดยปัญหาเหล่านี้มักมีสาเหตุมาจากจุดเล็ก ๆ เช่น จุดต่อสายไฟหลวม หรือสายไฟขาด
การทำ Preventive Maintenance เป็นแนวทางการบำรุงรักษาแบบป้องกัน ด้วยการกำหนดรอบตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ล่วงหน้า เพื่อลดโอกาสเกิดปัญหา เมื่อตรวจพบอุปกรณ์ที่เริ่มเสื่อมสภาพ ก็จะสามารถวางแผนงบประมาณสำหรับการซ่อมหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ และทำให้สามารถจัดการแผนการผลิตได้ดียิ่งขึ้น
นอกจากนี้การซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าและการตรวจสอบระบบ ยังเป็นสิ่งที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้
“นายจ้างต้องจัดให้มีการตรวจสอบและจัดให้มีการบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าและบริภัณฑ์ไฟฟ้าเพื่อให้ใช้งานได้อย่างปลอดภัย อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยต้องจัดทำบันทึกผลการตรวจสอบและรับรองระบบไฟฟ้า และให้ แจ้งผลการตรวจสอบและรับรองภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ตรวจสอบ”
ซึ่งเจ้าของโรงงานทุกแห่งควรปฏิบัติตาม เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษ และป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิกระหว่างการทำงาน
องค์ประกอบของระบบไฟฟ้าในโรงงาน ที่ต้องตรวจสอบและบำรุงรักษา
ระบบไฟฟ้าในโรงงานประกอบไปด้วยอุปกรณ์จำนวนมาก ที่ถูกสร้างเป็นระบบสำหรับการทำงานร่วมกันในกระบวนการต่าง ๆ การซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าและการตรวจสอบ จึงมีองค์ประกอบหลัก ๆ ที่ต้องตรวจเช็กอย่างละเอียด ดังนี้
1. หม้อแปลงไฟฟ้า
สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม หม้อแปลงไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ที่รับหน้าที่ในการปรับแรงดันไฟฟ้า ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานในเครื่องจักรประเภทต่าง ๆ หากหม้อแปลงไฟฟ้าเกิดปัญหา จะส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์อื่น ๆ ที่อยู่ในกระบวนการผลิตเดียวกัน
โดยการตรวจสอบจะแตกต่างกันตามชนิดของหม้อแปลง เช่น หม้อแปลงน้ำมันต้องตรวจระดับและสภาพน้ำมัน ร่องรอยการรั่ว อุณหภูมิ จุดต่อ และอุปกรณ์ประกอบ รวมไปถึงการใช้เครื่องมือเฉพาะทางอย่าง เครื่อง Megger, โอห์มมิเตอร์ และ Thermal Scanner เพื่อตรวจหาความผิดปกติ
อ่านบทความเพิ่มเติม: การบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้าสำคัญอย่างไร? วิธีดูแลเพื่อความปลอดภัย

2. ตู้ MDB และตู้จ่ายไฟ
Main Distribution Board หรือ MDB เป็นอุปกรณ์จัดการการรับและกระจายพลังงานไปยังส่วนต่าง ๆ ของโรงงาน โดยทำหน้าที่ในการจัดระเบียบ และจ่ายไฟออกไปให้เหมาะสมกับกำลังไฟที่ต้องการใช้ ป้องกันกรณีไฟฟ้าโหลดเกิน หรือโหลดไม่เพียงพอต่อการใช้งาน
สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่ ร่องรอยความร้อนหรือรอยไหม้ ความสะอาดภายในตู้ สภาพฉนวน จุดต่อสายไฟ การระบายอากาศ รวมถึงความผิดปกติของอุปกรณ์ป้องกัน รวมไปถึงฝุ่นที่สะสมภายในตู้ที่อาจส่งผลต่อการระบายความร้อน และในบางสภาพแวดล้อมอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาทางไฟฟ้าได้
3. Circuit Breaker และอุปกรณ์ป้องกัน
Circuit Breaker มีหน้าที่ตัดวงจรเมื่อเกิดสภาวะผิดปกติ เช่น กระแสเกินหรือลัดวงจร หากอุปกรณ์ป้องกันไม่สามารถทำงานได้ตามที่ออกแบบไว้ ความเสียหายที่ควรจะเป็นความเสียหายเล็ก ๆ อาจกลายเป็นความเสียหายที่ส่งผลกระทบในวงกว้างมากขึ้น
การซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในส่วนนี้จึงต้องครอบคลุมทั้งการตรวจสภาพภายนอก กลไกการเปิด-ปิด หน้าจอสัมผัส และการทดสอบการทำงานตามชนิดและระดับแรงดันของอุปกรณ์
4. ระบบสายดินและระบบป้องกันฟ้าผ่า
ระบบสายดินและระบบป้องกันฟ้าผ่ามีหน้าที่ในการนำส่งกระแสไฟฟ้าที่รั่วไหล หรือกระแสไฟฟ้าที่เคลื่อนที่ผิดปกติลงใต้ดิน เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร หรือกระแสไฟฟ้ารั่วไหลจนเกิดไฟไหม้ และระเบิด
การตรวจสอบจะครอบคลุมทั้งตัวนำ จุดเชื่อมสาย สภาพของหลักดิน และค่าความต้านทานดิน โดยค่าความต้านทานดินไม่ควรเกิน 5 โอห์ม
5. มอเตอร์และระบบควบคุมเครื่องจักร
มอเตอร์ ระบบควบคุมเครื่องจักร และระบบอัตโนมัติ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมการทำงานของเครื่องจักร ควรมีการตรวจสอบการทำงาน ความแม่นยำในการสั่งการ ระยะเวลาที่ใช้งาน และระบบโดยรวมทั้งหมด ว่าสามารถทำงานได้ปกติหรือไม่ หรือมีแนวโน้มใดที่ควรกังวลว่าอาจเกิดข้อบกพร่องระหว่างทำงาน
การตรวจสอบเหล่านี้ จะช่วยให้ทั้งทีมช่าง วิศวกรไฟฟ้า และเจ้าของโรงงาน รู้ว่ามีส่วนไหนของระบบไฟฟ้าที่มีโอกาสเกิดการขัดข้องบ้าง จากนั้นจึงเตรียมวางแผนซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า เพื่อแก้ไขและป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหายในอนาคต
ระบบ PM โรงงาน แนวทางการวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกัน
การทำ Preventive Maintenance (PM) หรือ การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ไม่ใช่แค่กำหนดวันให้ช่างเข้าตรวจเครื่องจักรตามรอบเท่านั้น แต่ต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การรู้ว่าโรงงานมีอุปกรณ์อะไรบ้าง อุปกรณ์ใดมีความสำคัญต่อการผลิต ไปจนถึงการเก็บประวัติและนำผลการตรวจกลับมาปรับปรุงแผน PM ให้เหมาะกับสภาพการใช้งานจริง โดยสามารถแบ่งขั้นตอนได้ดังนี้
1. จัดลำดับความสำคัญของเครื่องจักร
รวบรวมข้อมูลเครื่องจักรและอุปกรณ์ทั้งหมด เช่น รุ่น อายุการใช้งาน ตำแหน่งติดตั้ง และคู่มือ จากนั้นจัดลำดับความสำคัญว่าอุปกรณ์ใดมีผลต่อการผลิตหรือความปลอดภัยมากที่สุด เพื่อวางแผนดูแลอุปกรณ์สำคัญเป็นอันดับต้น ๆ
2. กำหนดรอบและมาตรฐานการบำรุงรักษา
จัดทำ PM Schedule โดยอ้างอิงจากคู่มือผู้ผลิต ชั่วโมงการทำงาน และสภาพการใช้งานจริง พร้อมกำหนด Checklist ให้ชัดเจนว่าต้องตรวจอะไรและเมื่อใด เพื่อให้ทีมงานปฏิบัติงานตามมาตรฐานเดียวกัน
3. บันทึกและประเมินผลการซ่อมบำรุง
บันทึกผลการตรวจ ความผิดปกติ และอะไหล่ที่เปลี่ยนทุกครั้ง เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์แนวโน้มของปัญหา หากพบอุปกรณ์เสียก่อนกำหนดบ่อยครั้ง ก็สามารถปรับรอบ PM ให้เหมาะสมขึ้น ช่วยป้องกันปัญหาเดิมเกิดซ้ำและลดการหยุดเครื่องโดยไม่คาดคิดได้

ข้อควรระวังในการเลือกใช้บริการการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า
การเลือกผู้ให้บริการซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าและตรวจสอบระบบไฟฟ้า มีปัจจัยที่ควรพิจารณา ดังนี้
- ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ปฏิบัติงานและวิศวกร โดยเฉพาะงานที่กฎหมายหรือขอบเขตวิชาชีพกำหนดให้ต้องดำเนินการหรือรับรองโดยผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม
- เลือกบริษัทที่มีประสบการณ์กับระบบไฟฟ้าโรงงาน เพราะระบบอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนและระดับความเสี่ยงแตกต่างจากระบบไฟฟ้าในอาคารทั่วไป
- ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบ เช่น Insulation Resistance Tester, Earth Resistance Tester และ Thermal Camera รวมถึงควรมีการสอบเทียบเครื่องมือตามความเหมาะสม
- ต้องมีรายงานผลหลังการตรวจสอบ ที่ระบุรายการตรวจ ค่าที่วัดได้ ความผิดปกติที่พบ และข้อเสนอแนะในการแก้ไข เพื่อให้โรงงานนำข้อมูลไปวางแผน PM ต่อได้
- มีมาตรการความปลอดภัยในการทำงานชัดเจน โดยเฉพาะงานที่ต้องตัดไฟหรือทำงานใกล้อุปกรณ์ไฟฟ้า
บริการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าโรงงานจาก ณัฐภูมิ วิศวกรรม
การซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าและการตรวจสอบระบบไฟฟ้าโรงงาน เป็นข้อปฏิบัติทางกฎหมายที่เจ้าของโรงงานทุกคนต้องให้ความสำคัญ และทำตาม เพื่อความปลอดภัยของพนักงานทุกคน รวมไปถึงการป้องกันความเสียหายที่ส่งผลกระทบถึงลูกค้า และต้นทุนของโรงงาน โดยสามารถเลือกใช้บริการการตรวจสอบและซ่อมบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าในโรงงาน กับ ณัฐภูมิ วิศวกรรม เรามีประสบการณ์กว่า 25 ปี ในงานวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงาน ดำเนินการทุกขั้นตอนด้วยความเชี่ยวชาญ และเครื่องมือคุณภาพที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล
ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ติดต่อเรา หรือโทร 098-291-4911 และแอดไลน์ @npeng
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ การซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้า
Q: โรงงานควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าบ่อยแค่ไหน?
A: ตามกฎหมายกำหนดให้ตรวจสอบประจำปีอย่างน้อย 1 ครั้ง แต่ควรทำการตรวจสอบเบื้องต้นรายเดือนและใช้เครื่องมือพิเศษตรวจสอบทุก 3-6 เดือนเพื่อความปลอดภัย
Q: การตรวจสอบระบบไฟฟ้าประจำปีใช้เวลานานเท่าไหร่?
A: ขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของโรงงาน โดยทั่วไปใช้เวลา 1-3 วัน สำหรับโรงงานขนาดกลางถึงใหญ่ รวมถึงเวลาในการจัดทำรายงานและเอกสารรับรอง
Q: ต้องปิดโรงงานเพื่อทำการบำรุงรักษาหรือไม่?
A: การตรวจสอบบางส่วนสามารถทำได้โดยไม่ต้องตัดไฟ เช่น การใช้ Thermography แต่การทดสอบบางอย่างต้องตัดไฟเป็นช่วง ๆ ซึ่งสามารถวางแผนให้เหมาะสมกับการผลิต
Q: ใครมีสิทธิ์ตรวจสอบและเซ็นรับรองระบบไฟฟ้าโรงงาน?
A: ต้องเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิศวกรและมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม พร้อมประสบการณ์เฉพาะทางในระบบไฟฟ้าแรงสูงอุตสาหกรรม
Q: ถ้าไม่ทำการตรวจสอบประจำปีจะมีโทษอย่างไร?
A: อาจได้รับโทษปรับตามพระราชบัญญัติความปลอดภัยฯ และหากเกิดอุบัติเหตุจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย อาจต้องรับผิดชิดใช้ค่าเสียหายและโทษทางอาญา
