Overload คืออะไร?
ปัญหาโอเวอร์โหลดทางระบบไฟฟ้า คือ สภาวะที่มีการดึงพลังงานหรือกระแสไฟฟ้าไปใช้งาน เกินไปจากพิกัดไฟฟ้าสูงสุดที่อุปกรณ์ไฟฟ้าจะสามารถรับได้ ทำให้มีพลังงานอัดแน่นอยู่ภายในสายส่งมากเกินไป ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความร้อนจนเสี่ยงไฟไหม้ และระเบิดได้
ยกตัวอย่างเช่น สายไฟ 1 เส้น ถูกออกแบบมาให้รองรับกระแสไฟฟ้าได้สูงสุด 50 แอมป์ แต่โรงงานมีการเปิดใช้งานเครื่องจักรพร้อมกันหลายเครื่อง จนกระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งออกมามีเกิน 50 แอมป์ ทำให้เกิดสภาวะ Overload ในระบบไฟฟ้า จนเกิดเป็นความร้อนสะสมไปเรื่อย ๆ บนตัวนำไฟฟ้า
สาเหตุของการเกิด Overload ในระบบไฟฟ้า
1. การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าพร้อมกันมากเกินไป
ปัญหาที่พบเจอได้บ่อยมากที่สุดจนเกิดการ Overload คือ การใช้งานไฟฟ้าเกินกว่ากำลังที่กำหนดเอาไว้ตอนแรก ผ่านการเปิดเครื่องจักรหลาย ๆ เครื่องพร้อมกัน โดยไม่มีการวางตารางการทำงานให้รัดกุม อธิบายให้เห็นภาพได้ง่าย ๆ เช่น การใช้งานปลั๊กพ่วงพร้อมกันครบทุกช่อง โดยเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ดึงกำลังไฟมาใช้งานเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ทั้งหมด จนทำให้ปลั๊กพ่วงเกิดการระเบิด
2. การใช้ปริมาณไฟฟ้าเกินกว่าที่ระบบสามารถรองรับได้
ปัญหานี้มักพบบ่อยในโรงงานที่มีการเพิ่มกำลังการผลิต เช่น การเพิ่มเครื่องจักรในระบบเดิม การเพิ่มกระบวนการผลิตเข้ามา โดยไม่ขอติดตั้งมิเตอร์ใหม่ ไม่เพิ่มหม้อแปลงไฟฟ้า และไม่อัปเกรดตู้ควบคุม MDB จนทำให้เกิดการดึงกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
3. สายไฟมีขนาดไม่เหมาะสมกับกำลังไฟฟ้า
วิธีการเลือกใช้งานสายไฟ นอกจากจะต้องมีเครื่องหมาย มอก. กำกับเอาไว้แล้ว ยังต้องเลือกขนาดให้เหมาะสมกับกำลังไฟที่ใช้งานร่วมด้วย โดยปกติแล้วจะเลือกใช้สายไฟที่มีขนาดใหญ่กว่ากำลังไฟ เพื่อป้องกันกรณีกระแสไฟ Overload จนเกิดพลังงานความร้อนสะสม
4. ระบบตัดไฟทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ
เซอร์กิตเบรกเกอร์มีพิกัดที่ใหญ่เกินไป หรือเกิดการเสื่อมสภาพจนไม่ยอมตัดวงจร เมื่อมีการใช้งานไฟฟ้าเกินกำหนด เพราะฉะนั้นการเลือกติดตั้งเบรกเกอร์ ก็ต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับขนาดของระบบไฟฟ้าที่ติดตั้ง
อ่านบทความที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ ไฟฟ้าลัดวงจรเกิดจากอะไร มีวิธีป้องกันแบบไหน เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นควรทำอย่างไร
5. ปัญหาจากภัยพิบัติ หรือภัยธรรมชาติ
ปัญหาที่ใครหลายคนอาจมองข้ามไปอย่างภัยพิบัติ หรือภัยธรรมชาติ ที่ทำให้ความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้นสูงอย่างฉับพลัน ทำให้ฝ่ายผลิตต้องเร่งผลิตสินค้าเพิ่มมากขึ้น จนลืมข้อจำกัดของขนาดระบบไฟฟ้าที่ติดตั้ง กับการใช้จริงในปัจจุบัน
อันตรายของ Overload ที่เกิดกับระบบไฟฟ้า
เมื่อเกิดการโอเวอร์โหลด สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นคือ “ความร้อนสะสม”ในสายไฟและอุปกรณ์ ความร้อนนี้จะเข้าไปทำลายฉนวนหุ้มสายไฟให้ละลายและเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้เกิดปัญหาไฟฟ้ารั่วไหล และนำไปสู่เหตุไฟฟ้าลัดวงจรข้ามเฟส นอกจากนี้ ความร้อนในตู้ควบคุมไฟฟ้ายังอาจทำให้อุปกรณ์ภายใน เช่น บัสบาร์หรือคอนแทคเตอร์ละลายตัว ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการเกิดเพลิงไหม้ในอาคารและโรงงานอุตสาหกรรม
อ่านบทความเพิ่มเติม เกี่ยวกับ5 สัญญาณเตือน ปัญหาไฟตก-ไฟกระชาก ในโรงงานที่ทำลายเครื่องจักร
วิธีป้องกันไม่ให้เกิดการ Overload
ปัญหาโอเวอร์โหลดทางไฟฟ้าส่งผลกระทบต่อการทำงาน และต้นทุนของโรงงานมหาศาล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น สามารถป้องกันได้ตามวิธีการดังนี้
1. การออกแบบระบบไฟฟ้าอย่างเหมาะสม
เพื่อให้การใช้งานเป็นไปอย่างราบรื่นทั้งระบบ ต้องเริ่มตั้งแต่การออกแบบระบบไฟฟ้าให้เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งาน โดยคำนวณปริมาณไฟฟ้าที่ต้องใช้ทั้งโรงงาน จากนั้นจึงพิจารณาขนาดของมิเตอร์ หม้อแปลงไฟฟ้า ตู้ควบคุมไฟฟ้าหลัก ตู้ควบคุมไฟฟ้าย่อย การเดินสายไฟ ขนาดของสายไฟ และอุปกรณ์ป้องกัน
2. การปรับปรุงระบบไฟฟ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน
กรณีเป็นโรงงานอุตสาหกรรมที่มีอยู่แล้ว แต่ต้องการเพิ่มกระบวนการผลิต หรือระบบเดิมไม่มีการวางแผนเผื่อเอาไว้ สามารถให้วิศวกรเข้ามาตรวจสอบระบบไฟฟ้าทั้งระบบ จากนั้นทำการปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง เช่น การเปลี่ยนขนาดสายไฟ การแยกตู้ควบคุมย่อยออกมา การติดตั้งอุปกรณ์ตัดไฟเพิ่ม เป็นต้น
แนะนำบทความที่น่าสนใจ การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า (Preventive Maintenance) คืออะไร ทำไมทุกโรงงานต้องทำ?
3. การใช้อุปกรณ์ตัดไฟที่สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว
วิธีป้องกันการ Overload ได้ดีที่สุด คือ การติดตั้งอุปกรณ์ตัดไฟที่มีคุณภาพ สามารถตัดไฟได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกินความผิดปกติ เพราะบางครั้งแม้จะมีการออกแบบระบบที่เหมาะสมมากพอแล้ว แต่อุบัติเหตุในการใช้งานเป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ การมีอุปกรณ์ตัดไฟที่ดีจะช่วยป้องกันปัญหาในส่วนนี้ได้ดีมากกว่า
4. ติดตั้งระบบ Overload Relay ป้องกันการโหลดเกิน
ระบบ Overload Relay คือ ระบบที่ใช้สำหรับการตรวจจับกระแสไฟฟ้าที่เกินกว่าค่าที่กำหนดไว้ จากนั้นจะทำการตัดวงจรทันที เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องจักร และระบบไฟฟ้าโดยรวม
5. การแยกวงจรสำหรับการใช้งานให้เป็นสัดส่วน
แยกตู้ควบคุมย่อยออกจากตู้ควบคุมหลัก MDB มาตามโซนพื้นที่ หรือแยกวงจรโหลดนิ่ง เช่น แสงสว่าง ออกจากวงจรโหลดกระชาก เช่น มอเตอร์ เครื่องจักร เพื่อไม่ให้รบกวนการทำงานของกันและกัน
6. การใช้ระบบ Load Management System
การนำระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะเข้ามามอนิเตอร์และบริหารจัดการโหลดไฟฟ้า เพื่อตัดโหลดที่ไม่จำเป็นออกไปโดยอัตโนมัติเมื่อกระแสรวมเข้าใกล้จุดวิกฤติ โดยระบบนี้สามารถพบได้บ่อยใน EV Chargerเช่นกัน เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เครื่องชาร์จกับเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ดึงกำลังไฟมาใช้งานเยอะจนเกินไป
7. การตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ
โดยปกติแล้วทุกโรงงานจะต้องมีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าประจำปี ซึ่งเป็นไปตามที่กฎหมายได้ทำการกำหนดไว้ เพื่อตรวจสอบและซ่อมบำรุงจุดที่อาจเกิดความเสียหาย และเสื่อมสภาพจากการใช้งาน
แนะนำบทความที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ เสาไฟฟ้ามีกี่แบบ? คอนกรีต vs โครงเหล็ก ต่างกันยังไง ใช้แบบไหนดี
8. การฝึกอบรมพนักงานในการใช้งาน
ก่อนเริ่มทำงาน ควรมีระบบเทรนนิ่งให้แก่พนักงานทุกคนในการใช้เครื่องจักร และระบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้พนักงานฝ่ายผลิต เข้าใจถึงขีดจำกัดของเครื่องจักรและการไม่พ่วงโหลดไฟฟ้าแบบผิด ๆ
9. การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้เฉพาะ
เพื่อความสะดวกสบายในการดูแลระบบไฟฟ้าในโรงงาน ควรเลือกใช้บริการจากบริษัทวิศวกรรมที่มีความเชี่ยวชาญในการออกแบบ ติดตั้ง และซ่อมบำรุงระบบไฟฟ้าอย่าง ณัฐภูมิ วิศวกรรม เพื่อคำนวณโหลดการใช้งาน และออกแบบการเดินสายไฟที่เหมาะสม พร้อมบริการตรวจสอบและซ่อมบำรุงแบบครบวงจร ลดการเกิด Overload ในระบบไฟฟ้า
สรุป เลือกผู้รับเหมาติดตั้งระบบไฟฟ้าที่เชี่ยวชาญ ป้องกันปัญหาไฟฟ้า Overload
ปัญหาโอเวอร์โหลดสามารถป้องกันได้ หากระบบไฟฟ้าได้รับการคำนวณและวางโครงสร้างอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น การเลือกผู้รับเหมาที่มีความเชี่ยวชาญจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการปกป้องทรัพย์สิน ณัฐภูมิ วิศวกรรม ให้บริการ ออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ และทำ PM ระบบไฟฟ้าโรงงานอย่างครบวงจร ทีมวิศวกรของเราพร้อมเข้าไปหน้างานเพื่อคำนวณโหลดและติดตั้งระบบป้องกันการ Overload ที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของธุรกิจคุณ
ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ติดต่อเรา หรือโทร 098-291-4911 และแอดไลน์ @npeng
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการ Overload ในระบบไฟฟ้า
1. Overload กับ ไฟฟ้ารัดวงจร (Short Circuit) เหมือนหรือต่างกันอย่างไร?
ต่างกัน Overload คือ กระแสไฟค่อย ๆ เกินไปทีละน้อยจากการต่อโหลดมากเกินไป แต่ไฟฟ้าลัดวงจร คือ กระแสไฟจากวงจรหนึ่ง รั่วไหลออกไปยังอีกวงจรหนึ่ง จนเกิดเป็นประกายไฟ
2. Overload Relay มีหน้าที่อะไรในระบบมอเตอร์โรงงาน?
ทำหน้าที่ในการมอนิเตอร์ ตรวจเช็กกระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้ามอเตอร์ หากเครื่องจักรทำงานหนักเกินไปจนดึงกระแสเกินพิกัด ตัว Relay จะสั่งตัดไฟทันทีก่อนที่มอเตอร์จะร้อนจนไหม้
3. การทำ Thermo Scan ช่วยหาจุดที่เกิด Overload ได้อย่างไร?
กล้องอินฟราเรดจะแสดงผลเป็นภาพสีความร้อน จุดไหนที่มีกระแสไฟฟ้าไหลเกินกำลัง (Overload) หรือจุดต่อสายหลวม จะปรากฏเป็นสีแดงเข้มหรือขาวสว่าง ทำให้นักวิศวกรเข้าแก้ไขได้ตรงจุดทันที

