Preventive Maintenance (PM) ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมคืออะไร ทำไมถึงสำคัญต่อธุรกิจของคุณ

เคยคิดไหมว่า การหยุดชะงักของระบบไฟฟ้าในโรงงานหรือสถานประกอบการอาจสร้างความเสียหายที่มากกว่าที่คุณคิด? ปัญหาที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากความเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ไฟฟ้าอาจทำให้ธุรกิจต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล ทั้งในเรื่องของเวลา การผลิต และการซ่อมแซม คุณสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ด้วย “การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน หรือ Preventive Maintenance (PM)” ที่จะช่วยให้ระบบไฟฟ้าในโรงงานหรือสถานประกอบการทำงานได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย 

Nutthaphume Engineering มีความเชี่ยวชาญในการดูแล บำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแรงสูง เราพร้อมให้คำปรึกษาและตรวจสอบอย่างครบวงจร 

ในบทความนี้เราจะพาคุณมาทำความเข้าใจกันว่า “การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน หรือ Preventive Maintenance (PM)” ระบบไฟฟ้าคืออะไร และทำไมจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ธุรกิจของคุณไม่ควรมองข้าม
Preventive Maintenance ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม
ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมควรได้รับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน

1. ความหมายของการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม และทำไมจึงสำคัญต่อธุรกิจ

preventive maintenance ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมควรทำอย่างสม่ำเสมอ

การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน หรือ Preventive Maintenance (PM) คือกระบวนการที่มุ่งเน้นการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความเสียหายหรือการชำรุดของอุปกรณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ 

การทำ PM ที่เป็นระบบจะช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบไฟฟ้า และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่ง Nutthaphume Engineering มีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้บริการ PM ระบบไฟฟ้าด้วยกระบวนการที่เป็นมาตรฐานและละเอียดถี่ถ้วน

2. การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้ามีกี่ประเภท ?

การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ๆ โดยแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และวิธีการที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในการบำรุงรักษาของอุปกรณ์ไฟฟ้าในสถานประกอบการ ดังนี้: 

2.1 การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าเชิงพยากรณ์หรือคาดการณ์ (Predictive Maintenance, PdM)

การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบและวิเคราะห์สถานะของอุปกรณ์ เช่น การตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน อุณหภูมิ และเสียง เพื่อตรวจจับสัญญาณของปัญหาก่อนที่จะเกิดความเสียหายจริง ๆ การบำรุงรักษาประเภทนี้จะช่วยลดการเกิดเหตุขัดข้อง และช่วยให้วางแผนการซ่อมแซมได้ล่วงหน้า

2.2 การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance, PM)

การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าเชิงป้องกันมุ่งเน้นการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอตามแผน เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจสอบและบำรุงรักษาจะขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ไฟฟ้าและความซับซ้อนของระบบในโรงงาน 

ทั่วไปแล้ว ระยะเวลาในการทำ PM จะสามารถแบ่งออกเป็นทั้ง: 

  • แบบรายเดือน : สำหรับการตรวจสอบเบื้องต้น เช่น ตรวจสอบความร้อน
  • แบบราย 3-6 เดือน : สำหรับการตรวจสอบที่ละเอียดขึ้น เช่น การทดสอบวงจรไฟฟ้า
  • แบบรายปี : สำหรับการบำรุงรักษาเต็มรูปแบบ เช่น การตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้า
pm ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้า

ที่ Nutthaphume Engineering เรามีบริการ PM ที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าของคุณมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องกังวลกับการหยุดชะงักที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าขัดข้อง

 

2.3 การบำรุงรักษาเชิงแก้ไขปรับปรุง (Corrective Maintenance, CM)

การบำรุงรักษาเชิงแก้ไขใช้เมื่อมีการตรวจพบความเสียหายเล็กน้อยที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบ แต่เป็นปัญหาที่ควรถูกแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้ลุกลาม เช่น ฉนวนสายไฟเสื่อมสภาพ มีรอยแตกร้าวเล็กน้อย, สกรูหรือขั้วต่อหลวม, มีเสียงหรือการสั่นสะเทือนผิดปกติในอุปกรณ์ เช่น หม้อแปลงหรือมอเตอร์ที่เริ่มมีเสียงดังหรือสั่นผิดปกติ 

 

2.4 การบำรุงรักษาทวีผลโดยรวม (Total Productive Maintenance, TPM)

การบำรุงรักษาทวีผลโดยรวม (TPM) มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการใช้งานเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ถูกต้อง โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากพนักงานในการดูแลรักษาร่วมกัน ไม่เพียงแต่แผนกบำรุงรักษาเท่านั้นแต่จากพนักงานทุกคน 

 

ตัวอย่างการนำการบำรุงรักษาทวีผลโดยรวม (TPM) มาใช้ในองค์กร: 

– พนักงานที่ทำงานกับเครื่องจักรเชื่อมตลอดวัน อาจรับผิดชอบในการทำความสะอาดและตรวจเช็คเบื้องต้น เช่น ดูว่ามีคราบน้ำมันรั่วซึม สกรูคลาย หรือส่วนไหนที่เริ่มเสื่อมสภาพหรือไม่ 

– อบรมให้พนักงานสามารถตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้น เช่น เสียงที่ผิดปกติ กลิ่นไหม้ หรือความร้อนที่สูงผิดปกติ 

– ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การตั้งทีม TPM ระดับพื้นที่ช่วยให้มีการแบ่งกลุ่มรับผิดชอบในแต่ละโซน ซึ่งแต่ละทีมจะตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ ช่วยให้การบำรุงรักษาเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นระบบ

 

2.5 การซ่อมแซมหลังเกิดเหตุขัดข้อง (Breakdown Maintenance)

การซ่อมแซมหลังเกิดเหตุเป็นการบำรุงรักษาที่เกิดขึ้นหลังจากอุปกรณ์เกิดการชำรุดอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถใช้งานได้แล้ว กระบวนการนี้มักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการบำรุงรักษาประเภทอื่น ดังนั้นการป้องกันปัญหาด้วย การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance, PM) ก็จะช่วยลดความจำเป็นในการซ่อมแซมแบบ Breakdown ทำให้คุณสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

หากโรงงานอุตสาหกรรมไม่ทำ pm ระบบไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าอาจเสียหายรุนแรงและต้องทำ breakdown maintenance ในที่สุด

3. ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อระบบไฟฟ้าในโรงงานขาดการบำรุงรักษา

หากระบบไฟฟ้าในโรงงานไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ อาจทำให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและความปลอดภัยของบุคลากร โดยปัญหาที่มักเกิดขึ้นจากการขาดการบำรุงรักษา ได้แก่ การเสื่อมสภาพของหม้อแปลงไฟฟ้า สายไฟชำรุด และไฟฟ้าลัดวงจร

4. กระบวนการของการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม

การทำ PM ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ ที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยในแต่ละขั้นตอนจะต้องมีการดำเนินงานโดยผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ต่าง ๆ จะถูกตรวจสอบตามความถี่ที่กำหนดไว้ ดังนี้:

4.1 การตรวจสอบเบื้องต้น (Visual Inspection)

ความถี่: ทุกเดือน

ผู้ดำเนินการ: พนักงานปฏิบัติการหรือทีมงานบำรุงรักษา

อุปกรณ์ที่ตรวจสอบ: 

4.1.1 สายไฟ

  • ตรวจสอบฉนวนหุ้มสายไฟ

ตรวจดูว่าฉนวนหุ้มสายไฟไม่มีรอยแตกร้าวหรือสึกหรอ ซึ่งหากพบการชำรุดอาจนำไปสู่ไฟฟ้ารั่วไหลและเพิ่มโอกาสเกิดไฟฟ้าลัดวงจร

  • ตรวจสอบการยึดแน่นของสายไฟ

ตรวจเช็คการยึดแน่นของสายไฟในจุดเชื่อมต่อ ตรวจให้แน่ใจว่าสกรูหรือตัวยึดต่าง ๆ ไม่หลวม และไม่มีการเคลื่อนตัวของสายไฟที่อาจเสี่ยงต่อการขาดหรือเสียหาย

  • ตรวจสอบความสะอาดของสายไฟ

หากมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกสะสมบนสายไฟมากเกินไป อาจเกิดความร้อนสะสมได้ จึงต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ

การ pm ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องตรวจสภาพการยึดแน่นของสายไฟด้วย

4.1.2 หม้อแปลงไฟฟ้า

  • ตรวจสอบอุณหภูมิหม้อแปลง

ตรวจสอบอุณหภูมิภายนอกของหม้อแปลงว่าปกติหรือไม่ หากอุณหภูมิสูงเกินไป อาจเกิดจากปัญหาภายในที่ควรได้รับการแก้ไข

  • ตรวจสภาพของน้ำมันในหม้อแปลง (หากมี)

ตรวจเช็คระดับและคุณภาพของน้ำมันหล่อเย็น เนื่องจากน้ำมันที่เสื่อมสภาพหรือระดับน้ำมันต่ำอาจทำให้หม้อแปลงทำงานหนักขึ้นและเสี่ยงต่อการเสียหาย

  • ตรวจความเรียบร้อยภายนอก

ตรวจสอบรอยแตกร้าว หรือการสึกหรอบนเปลือกหม้อแปลงเพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร

4.1.3 ตู้ควบคุมไฟฟ้า

  • ตรวจสภาพภายนอกของตู้ควบคุม

ตรวจดูว่าตู้ไม่มีรอยแตกหรือรอยบุบที่อาจเป็นช่องทางให้ฝุ่นหรือความชื้นเข้ามา ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของวงจรไฟฟ้า

  • ตรวจการเชื่อมต่อของวงจรภายใน

ตรวจสอบความแน่นของการเชื่อมต่อสายไฟภายในตู้ว่ามีความแน่นหนาหรือไม่ เพื่อป้องกันการเกิดความร้อนสะสมที่อาจเกิดจากการเชื่อมต่อที่หลวม

  • ทำความสะอาดและตรวจสอบฝุ่นในตู้

ตรวจดูและทำความสะอาดฝุ่นภายในตู้ควบคุม เนื่องจากฝุ่นอาจสะสมจนเป็นฉนวน ทำให้เกิดความร้อนสะสมหรือการลัดวงจร

การ pm ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องตรวจสภาพของตู้ควบคุมไฟฟ้าด้วย

4.2 การตรวจสอบระบบป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร (Protective Device Testing) และการตรวจวัดและทดสอบความปลอดภัยของระบบ (Safety Testing)

ความถี่: ทุก 6 เดือน, ทุกปี

ผู้ดำเนินการ: ทีมวิศวกรไฟฟ้า ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ และวิศวกรด้านความปลอดภัย

อุปกรณ์ที่ตรวจสอบ: 

4.2.1 เบรกเกอร์ (Circuit Breaker)

  • ทดสอบการตัดวงจรอัตโนมัติ

จำลองการลัดวงจรและทดสอบว่าระบบสามารถตัดวงจรไฟฟ้าได้ทันทีหรือไม่ การทดสอบนี้ช่วยให้มั่นใจว่าเบรกเกอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง

  • ตรวจสอบแรงดันและกระแสไฟฟ้า

ตรวจวัดแรงดันและกระแสไฟฟ้าทั้งขาเข้าและขาออกของเบรกเกอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าเบรกเกอร์ทำงานได้ตามค่ามาตรฐาน และไม่มีการเกิดความร้อนสูงเกินไปที่จุดเชื่อมต่อ

  • ตรวจสอบสภาพภายนอกและการเชื่อมต่อ

ตรวจสอบการยึดแน่นของขั้วต่อในเบรกเกอร์ และดูสภาพทั่วไป เช่น ไม่มีรอยแตกร้าวหรือสึกหรอที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการใช้งาน

4.2.2 ระบบกราวด์ (Grounding System)

  • ตรวจวัดความต้านทานกราวด์

ทดสอบความต้านทานของระบบกราวด์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งควรมีความต้านทานต่ำเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดไฟฟ้ารั่วไหล การตรวจวัดนี้ช่วยให้มั่นใจว่าระบบสามารถนำกระแสไฟฟ้าไหลลงดินได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจร

  • ตรวจสอบการเชื่อมต่อของสายกราวด์

ตรวจสอบว่าสายกราวด์ถูกเชื่อมต่อแน่นหนาและไม่มีการหลุดหรือสึกหรอ ซึ่งอาจทำให้การต่อกราวด์ไม่สมบูรณ์และเสี่ยงต่อความปลอดภัย

  • ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อกับอุปกรณ์

ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อระบบกราวด์กับอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ตู้ควบคุมหรือหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอุปกรณ์ถูกต่อกับกราวด์อย่างปลอดภัย

การ pm ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องตรวจความต้านทานของระบบกราวด์ด้วย

4.2.3 อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร (Surge Protection Devices)

  • ทดสอบการตอบสนองต่อแรงดันไฟฟ้าเกิน

ทดสอบว่าอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วเมื่อตรวจพบแรงดันไฟฟ้าเกิน (เช่นจากฟ้าผ่า) โดยต้องสามารถป้องกันแรงดันเกินไม่ให้เข้าสู่วงจรภายในได้ทันที

  • ตรวจสอบสถานะไฟแสดงผล

อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรบางรุ่นจะมีไฟแสดงสถานะ เพื่อบอกว่าอุปกรณ์ยังคงพร้อมใช้งานหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ ควรตรวจสอบสถานะนี้ให้แน่ใจว่าอุปกรณ์อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน

  • ตรวจสอบขั้วต่อและสายเชื่อมต่อ

ตรวจสอบการยึดแน่นของขั้วต่อและสายเชื่อมต่อ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการหลวม ซึ่งอาจส่งผลให้การป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรไม่สมบูรณ์

4.3 การบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer Maintenance)

ความถี่: ทุกปี

ผู้ดำเนินการ: ทีมวิศวกรไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญ

สิ่งที่ตรวจสอบ: 

4.3.1 น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า

  • ตรวจวัดระดับน้ำมัน

ตรวจสอบระดับน้ำมันในหม้อแปลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เนื่องจากน้ำมันทำหน้าที่ระบายความร้อนและเป็นฉนวนป้องกันความชื้นในหม้อแปลง หากระดับน้ำมันต่ำเกินไปอาจทำให้หม้อแปลงทำงานหนักและเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสูงเกิน

  • วิเคราะห์คุณภาพน้ำมัน

ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันโดยการวัดค่าความเป็นกรด ปริมาณความชื้น และการสะสมของสิ่งสกปรกในน้ำมัน การวิเคราะห์นี้ช่วยให้ทราบว่าน้ำมันยังมีคุณภาพดีพอสำหรับการใช้งานหรือควรเปลี่ยนใหม่

การ pm ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องตรวจวัดระดับน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าด้วย

4.3.2 อุณหภูมิของหม้อแปลงไฟฟ้า

  • ตรวจสอบอุณหภูมิภายในและภายนอก

ตรวจวัดอุณหภูมิภายในและผิวหม้อแปลงด้วยเครื่องมือวัดเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าหม้อแปลงสามารถระบายความร้อนได้ดีและทำงานในอุณหภูมิที่ปลอดภัย อุณหภูมิที่สูงเกินไปอาจเป็นสัญญาณของปัญหาภายในที่ต้องได้รับการแก้ไข

  • ตรวจสอบเซ็นเซอร์อุณหภูมิ

หม้อแปลงบางรุ่นมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิภายใน ตรวจสอบว่าเซ็นเซอร์ยังทำงานได้ถูกต้องเพื่อช่วยในการตรวจวัดอุณหภูมิแบบเรียลไทม์

4.3.3 ความสะอาดและการป้องกันการสะสมของฝุ่น

  • ทำความสะอาดผิวหม้อแปลง

เช็ดทำความสะอาดผิวภายนอกของหม้อแปลงเพื่อลดการสะสมของฝุ่นที่อาจเป็นตัวการในการเกิดความร้อนสะสม

  • ตรวจสอบจุดต่อไฟฟ้า

ตรวจสอบให้แน่ใจว่าขั้วต่อทั้งหมดไม่มีคราบสกปรกหรือการกัดกร่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาความต้านทานเพิ่มขึ้นและความร้อนสะสมในจุดเชื่อมต่อ

4.3.4 ค่าความต้านทานไฟฟ้า (Insulation Resistance Test)

  • ทดสอบความต้านทานของฉนวนไฟฟ้า

ใช้เครื่องมือทดสอบเพื่อตรวจวัดค่าความต้านทานของฉนวนในหม้อแปลงไฟฟ้า ค่านี้บ่งบอกถึงสภาพของฉนวนในหม้อแปลง และหากค่าความต้านทานต่ำเกินไป อาจต้องมีการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนฉนวน

  • ตรวจสอบค่าความต้านทานของขดลวด

ตรวจวัดค่าความต้านทานของขดลวดหม้อแปลงเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการชำรุดหรือเสื่อมสภาพ ค่าที่เปลี่ยนไปจากเดิมอาจเป็นสัญญาณของการเสื่อมสภาพที่ต้องแก้ไข

4.4 การทำความสะอาดและการตรวจสอบระบบระบายความร้อน (Cooling System Maintenance)

ความถี่: ทุก 6 เดือน

ผู้ดำเนินการ: ทีมบำรุงรักษาและวิศวกรระบบระบายความร้อน

สิ่งที่ตรวจสอบ: 

4.4.1 ความสะอาดของพัดลมและช่องระบายอากาศ

  • พัดลมระบายความร้อน

ตรวจสอบและทำความสะอาดใบพัดของพัดลมเพื่อลดการสะสมของฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่อาจทำให้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนลดลง หากพบว่าพัดลมมีเสียงผิดปกติหรือหมุนช้าลง ควรทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนพัดลมเพื่อป้องกันปัญหาความร้อนสะสมในอุปกรณ์

  • ช่องระบายอากาศ

ตรวจเช็คและทำความสะอาดช่องระบายอากาศภายในตู้ควบคุมไฟฟ้าและหม้อแปลงเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีฝุ่นหรือเศษสิ่งสกปรกที่อาจกีดขวางการไหลเวียนของอากาศ การอุดตันของช่องระบายอากาศสามารถทำให้อุปกรณ์เกิดความร้อนสะสมซึ่งเสี่ยงต่อการลัดวงจรและลดอายุการใช้งาน

4.4.2 ประสิทธิภาพการทำงานและการเชื่อมต่อของพัดลม รวมถึงระบบระบายความร้อน

  • วัดความเร็วและการทำงานของพัดลม

ใช้เครื่องมือวัดเพื่อตรวจเช็คความเร็วในการหมุนของพัดลมระบายความร้อน หากพบว่าความเร็วของพัดลมลดลงจากมาตรฐานหรือพัดลมหยุดทำงาน ควรทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่

  • ตรวจสอบสายไฟและการเชื่อมต่อของพัดลม

ตรวจสอบว่าสายไฟของพัดลมและจุดเชื่อมต่อทั้งหมดแน่นหนาและไม่มีการสึกหรอ ซึ่งหากสายไฟหลวมอาจทำให้พัดลมหยุดทำงานกะทันหันและทำให้อุปกรณ์เกิดความร้อนสูง

  • ตรวจสอบอุณหภูมิภายในตู้ควบคุมและหม้อแปลง

วัดอุณหภูมิภายในตู้ควบคุมและบริเวณใกล้หม้อแปลงเพื่อตรวจสอบว่าระบบระบายความร้อนทำงานได้ดี หากอุณหภูมิสูงเกินไป อาจแสดงถึงปัญหาของระบบระบายความร้อนที่ต้องได้รับการแก้ไขทันที

การ pm ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ต้องตรวจความเร็วในการหมุนของพัดลมระบายความร้อนด้วย

4.4.3 ความสะอาดของครีบระบายความร้อน (Cooling Fins) ในหม้อแปลง

  • ทำความสะอาดครีบระบายความร้อน

ในหม้อแปลงที่มีครีบระบายความร้อน จำเป็นต้องทำความสะอาดครีบเหล่านี้ให้ปราศจากฝุ่นและสิ่งสกปรก เนื่องจากครีบเหล่านี้ช่วยในการกระจายความร้อนออกจากหม้อแปลง ฝุ่นหรือคราบน้ำมันที่เกาะติดจะทำให้การระบายความร้อนลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสะสม

 

5. ประโยชน์ของการ PM ระบบไฟฟ้าต่อธุรกิจของคุณ

การทำ Preventive Maintenance (PM) หรือการบำรุงรักษาเชิงป้องกันให้กับระบบไฟฟ้าในโรงงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากความขัดข้องที่อาจทำให้กระบวนการผลิตหยุดชะงัก ผลลัพธ์คือธุรกิจของคุณสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้จากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด

นอกจากนี้ การทำ PM ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจขยายตัวจนกลายเป็นการซ่อมแซมที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า (Breakdown Maintenance) การทำ PM ช่วยให้คุณสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่ไม่จำเป็น และทำให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้นยังคงทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

ษริษัท ณัฐภูมิ วิศวกรรม บริการ pm ระบบไฟฟ้าโรงงานอุตสาหกรรม

Nutthaphume Engineering มีบริการดูแลและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแรงสูง (PM) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการบำรุงรักษาให้กับระบบไฟฟ้าของคุณ ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในระบบไฟฟ้าอุตสาหกรรม เราสามารถช่วยให้ระบบไฟฟ้าของคุณทำงานได้อย่างเสถียรและลดความเสี่ยงในการหยุดชะงัก 

ติดต่อเราเพื่อรับบริการ PM ที่ครอบคลุมและช่วยให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าไปอย่างราบรื่น

6. ข้อควรรู้ในการเลือกผู้ให้บริการ PM ระบบไฟฟ้า : มีมาตรฐานการทำงานที่ปลอดภัยและได้รับการรับรองมาตรฐานหรือไม่?

การเลือกผู้ให้บริการ PM ระบบไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณมั่นใจว่าระบบไฟฟ้าในโรงงานอยู่ในสภาพที่ดีและปลอดภัยจริง ๆ  

และนี่คือตัวอย่างของมาตรฐานที่จะช่วยยืนยันถึงความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของบริษัทผู้ให้บริการ PM ระบบไฟฟ้าได้ : 

6.1 มาตรฐาน ISO 9001

แผงโซล่าเซลล์ของบริษัท ณัฐภูมิ วิศวกรรม ผ่านการรับรอง iso 9001

เป็นมาตรฐานสากลที่เน้นคุณภาพในการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการวางแผน การปฏิบัติ และการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าบริการที่มอบให้มีคุณภาพสูง มาตรฐานนี้ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการมีการควบคุมกระบวนการทำงานที่ดีและสม่ำเสมอ

 

6.2 มาตรฐาน ISO 45001

เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับสถานประกอบการที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในการทำงาน มาตรฐานนี้ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการมีระบบการจัดการความปลอดภัยที่ครบถ้วน ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุในการทำ PM ระบบไฟฟ้า

 

6.3 มาตรฐาน IEC 60364

แผงโซล่าเซลล์ของบริษัท ณัฐภูมิ วิศวกรรม ผ่านการรับรอง iec 61215

เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าในอาคารและโรงงาน ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดตั้ง การเดินสายไฟ และการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

6.4 มาตรฐาน IEEE 1584

เป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการวิเคราะห์การเกิดไฟฟ้าช็อตและอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร มาตรฐานนี้จะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถประเมินความเสี่ยงและป้องกันการเกิดไฟฟ้าช็อตได้ดีขึ้น ทำให้การทำงานของระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

 

ทำไมต้องเลือก Nutthaphume Engineering เมื่อมองหาผู้ให้บริการ PM ระบบไฟฟ้า

การบำรุงรักษาเชิงป้องกันระบบไฟฟ้า (Preventive Maintenance, PM) เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายและป้องกันการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต 

Nutthaphume Engineering พร้อมให้บริการ PM ระบบไฟฟ้า ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงและกระบวนการที่ได้มาตรฐาน ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบและบำรุงรักษาเบื้องต้นไปจนถึงระดับลึก 

ติดต่อเรา เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย

Share:
Facebook
WhatsApp
Email
Picture of Nutthaphume Engineering
Nutthaphume Engineering

ให้บริการอย่างครบวงจร ให้คำปรึกษา ออกแบบ
ติดตั้ง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแรงสูง/แรงต่ำ ระบบโซลาร์เซลล์ ระบบเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger)

เลือกอ่าน

Nutthaphume Engineering ให้บริการอย่างครบวงจร

ให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ตรวจสอบ และบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแรงสูง/แรงต่ำ ระบบโซลาร์เซลล์ ระบบเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า (EV Charger)