
1. ความหมายของการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม และทำไมจึงสำคัญต่อธุรกิจ

การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน หรือ Preventive Maintenance (PM) คือกระบวนการที่มุ่งเน้นการตรวจสอบและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากความเสียหายหรือการชำรุดของอุปกรณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ
การทำ PM ที่เป็นระบบจะช่วยยืดอายุการใช้งานของระบบไฟฟ้า และป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ซึ่ง Nutthaphume Engineering มีทีมงานมืออาชีพพร้อมให้บริการ PM ระบบไฟฟ้าด้วยกระบวนการที่เป็นมาตรฐานและละเอียดถี่ถ้วน
2. การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้ามีกี่ประเภท ?
การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรมแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ๆ โดยแต่ละประเภทมีวัตถุประสงค์และวิธีการที่แตกต่างกันเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในการบำรุงรักษาของอุปกรณ์ไฟฟ้าในสถานประกอบการ ดังนี้:
2.1 การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าเชิงพยากรณ์หรือคาดการณ์ (Predictive Maintenance, PdM)
การบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์ใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบและวิเคราะห์สถานะของอุปกรณ์ เช่น การตรวจวัดแรงสั่นสะเทือน อุณหภูมิ และเสียง เพื่อตรวจจับสัญญาณของปัญหาก่อนที่จะเกิดความเสียหายจริง ๆ การบำรุงรักษาประเภทนี้จะช่วยลดการเกิดเหตุขัดข้อง และช่วยให้วางแผนการซ่อมแซมได้ล่วงหน้า
2.2 การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance, PM)
การบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าเชิงป้องกันมุ่งเน้นการตรวจสอบและบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอตามแผน เพื่อลดโอกาสเกิดความเสียหายและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจสอบและบำรุงรักษาจะขึ้นอยู่กับประเภทของอุปกรณ์ไฟฟ้าและความซับซ้อนของระบบในโรงงาน
ทั่วไปแล้ว ระยะเวลาในการทำ PM จะสามารถแบ่งออกเป็นทั้ง:
- แบบรายเดือน : สำหรับการตรวจสอบเบื้องต้น เช่น ตรวจสอบความร้อน
- แบบราย 3-6 เดือน : สำหรับการตรวจสอบที่ละเอียดขึ้น เช่น การทดสอบวงจรไฟฟ้า
- แบบรายปี : สำหรับการบำรุงรักษาเต็มรูปแบบ เช่น การตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้า

ที่ Nutthaphume Engineering เรามีบริการ PM ที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าของคุณมีประสิทธิภาพและเสถียรภาพสูง ช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปได้อย่างราบรื่นโดยไม่ต้องกังวลกับการหยุดชะงักที่เกิดจากอุปกรณ์ไฟฟ้าขัดข้อง
2.3 การบำรุงรักษาเชิงแก้ไขปรับปรุง (Corrective Maintenance, CM)
การบำรุงรักษาเชิงแก้ไขใช้เมื่อมีการตรวจพบความเสียหายเล็กน้อยที่ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบ แต่เป็นปัญหาที่ควรถูกแก้ไขตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อไม่ให้ลุกลาม เช่น ฉนวนสายไฟเสื่อมสภาพ มีรอยแตกร้าวเล็กน้อย, สกรูหรือขั้วต่อหลวม, มีเสียงหรือการสั่นสะเทือนผิดปกติในอุปกรณ์ เช่น หม้อแปลงหรือมอเตอร์ที่เริ่มมีเสียงดังหรือสั่นผิดปกติ
2.4 การบำรุงรักษาทวีผลโดยรวม (Total Productive Maintenance, TPM)
การบำรุงรักษาทวีผลโดยรวม (TPM) มีจุดมุ่งหมายเพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการใช้งานเครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้าไม่ถูกต้อง โดยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากพนักงานในการดูแลรักษาร่วมกัน ไม่เพียงแต่แผนกบำรุงรักษาเท่านั้นแต่จากพนักงานทุกคน
ตัวอย่างการนำการบำรุงรักษาทวีผลโดยรวม (TPM) มาใช้ในองค์กร:
– พนักงานที่ทำงานกับเครื่องจักรเชื่อมตลอดวัน อาจรับผิดชอบในการทำความสะอาดและตรวจเช็คเบื้องต้น เช่น ดูว่ามีคราบน้ำมันรั่วซึม สกรูคลาย หรือส่วนไหนที่เริ่มเสื่อมสภาพหรือไม่
– อบรมให้พนักงานสามารถตรวจสอบความผิดปกติเบื้องต้น เช่น เสียงที่ผิดปกติ กลิ่นไหม้ หรือความร้อนที่สูงผิดปกติ
– ในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การตั้งทีม TPM ระดับพื้นที่ช่วยให้มีการแบ่งกลุ่มรับผิดชอบในแต่ละโซน ซึ่งแต่ละทีมจะตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ต่างๆ ตามตารางเวลาที่กำหนดไว้ ช่วยให้การบำรุงรักษาเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นระบบ
2.5 การซ่อมแซมหลังเกิดเหตุขัดข้อง (Breakdown Maintenance)
การซ่อมแซมหลังเกิดเหตุเป็นการบำรุงรักษาที่เกิดขึ้นหลังจากอุปกรณ์เกิดการชำรุดอย่างรุนแรงหรือไม่สามารถใช้งานได้แล้ว กระบวนการนี้มักมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าการบำรุงรักษาประเภทอื่น ดังนั้นการป้องกันปัญหาด้วย การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (Preventive Maintenance, PM) ก็จะช่วยลดความจำเป็นในการซ่อมแซมแบบ Breakdown ทำให้คุณสามารถประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว

3. ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อระบบไฟฟ้าในโรงงานขาดการบำรุงรักษา
หากระบบไฟฟ้าในโรงงานไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอ อาจทำให้เกิดปัญหาที่ไม่คาดคิดซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตและความปลอดภัยของบุคลากร โดยปัญหาที่มักเกิดขึ้นจากการขาดการบำรุงรักษา ได้แก่ การเสื่อมสภาพของหม้อแปลงไฟฟ้า สายไฟชำรุด และไฟฟ้าลัดวงจร
4. กระบวนการของการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน (PM) ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม
การทำ PM ระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก ๆ ที่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยในแต่ละขั้นตอนจะต้องมีการดำเนินงานโดยผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ต่าง ๆ จะถูกตรวจสอบตามความถี่ที่กำหนดไว้ ดังนี้:
4.1 การตรวจสอบเบื้องต้น (Visual Inspection)
ความถี่: ทุกเดือน
ผู้ดำเนินการ: พนักงานปฏิบัติการหรือทีมงานบำรุงรักษา
อุปกรณ์ที่ตรวจสอบ:
4.1.1 สายไฟ
ตรวจสอบฉนวนหุ้มสายไฟ
ตรวจดูว่าฉนวนหุ้มสายไฟไม่มีรอยแตกร้าวหรือสึกหรอ ซึ่งหากพบการชำรุดอาจนำไปสู่ไฟฟ้ารั่วไหลและเพิ่มโอกาสเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
ตรวจสอบการยึดแน่นของสายไฟ
ตรวจเช็คการยึดแน่นของสายไฟในจุดเชื่อมต่อ ตรวจให้แน่ใจว่าสกรูหรือตัวยึดต่าง ๆ ไม่หลวม และไม่มีการเคลื่อนตัวของสายไฟที่อาจเสี่ยงต่อการขาดหรือเสียหาย
ตรวจสอบความสะอาดของสายไฟ
หากมีฝุ่นหรือสิ่งสกปรกสะสมบนสายไฟมากเกินไป อาจเกิดความร้อนสะสมได้ จึงต้องทำความสะอาดอยู่เสมอ

4.1.2 หม้อแปลงไฟฟ้า
ตรวจสอบอุณหภูมิหม้อแปลง
ตรวจสอบอุณหภูมิภายนอกของหม้อแปลงว่าปกติหรือไม่ หากอุณหภูมิสูงเกินไป อาจเกิดจากปัญหาภายในที่ควรได้รับการแก้ไข
ตรวจสภาพของน้ำมันในหม้อแปลง (หากมี)
ตรวจเช็คระดับและคุณภาพของน้ำมันหล่อเย็น เนื่องจากน้ำมันที่เสื่อมสภาพหรือระดับน้ำมันต่ำอาจทำให้หม้อแปลงทำงานหนักขึ้นและเสี่ยงต่อการเสียหาย
ตรวจความเรียบร้อยภายนอก
ตรวจสอบรอยแตกร้าว หรือการสึกหรอบนเปลือกหม้อแปลงเพื่อป้องกันปัญหาไฟฟ้าลัดวงจร
4.1.3 ตู้ควบคุมไฟฟ้า
ตรวจสภาพภายนอกของตู้ควบคุม
ตรวจดูว่าตู้ไม่มีรอยแตกหรือรอยบุบที่อาจเป็นช่องทางให้ฝุ่นหรือความชื้นเข้ามา ซึ่งอาจส่งผลต่อการทำงานของวงจรไฟฟ้า
ตรวจการเชื่อมต่อของวงจรภายใน
ตรวจสอบความแน่นของการเชื่อมต่อสายไฟภายในตู้ว่ามีความแน่นหนาหรือไม่ เพื่อป้องกันการเกิดความร้อนสะสมที่อาจเกิดจากการเชื่อมต่อที่หลวม
ทำความสะอาดและตรวจสอบฝุ่นในตู้
ตรวจดูและทำความสะอาดฝุ่นภายในตู้ควบคุม เนื่องจากฝุ่นอาจสะสมจนเป็นฉนวน ทำให้เกิดความร้อนสะสมหรือการลัดวงจร

4.2 การตรวจสอบระบบป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร (Protective Device Testing) และการตรวจวัดและทดสอบความปลอดภัยของระบบ (Safety Testing)
ความถี่: ทุก 6 เดือน, ทุกปี
ผู้ดำเนินการ: ทีมวิศวกรไฟฟ้า ช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ และวิศวกรด้านความปลอดภัย
อุปกรณ์ที่ตรวจสอบ:
4.2.1 เบรกเกอร์ (Circuit Breaker)
ทดสอบการตัดวงจรอัตโนมัติ
จำลองการลัดวงจรและทดสอบว่าระบบสามารถตัดวงจรไฟฟ้าได้ทันทีหรือไม่ การทดสอบนี้ช่วยให้มั่นใจว่าเบรกเกอร์สามารถทำงานได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง
ตรวจสอบแรงดันและกระแสไฟฟ้า
ตรวจวัดแรงดันและกระแสไฟฟ้าทั้งขาเข้าและขาออกของเบรกเกอร์ เพื่อให้แน่ใจว่าเบรกเกอร์ทำงานได้ตามค่ามาตรฐาน และไม่มีการเกิดความร้อนสูงเกินไปที่จุดเชื่อมต่อ
ตรวจสอบสภาพภายนอกและการเชื่อมต่อ
ตรวจสอบการยึดแน่นของขั้วต่อในเบรกเกอร์ และดูสภาพทั่วไป เช่น ไม่มีรอยแตกร้าวหรือสึกหรอที่อาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการใช้งาน
4.2.2 ระบบกราวด์ (Grounding System)
ตรวจวัดความต้านทานกราวด์
ทดสอบความต้านทานของระบบกราวด์ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย ซึ่งควรมีความต้านทานต่ำเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดไฟฟ้ารั่วไหล การตรวจวัดนี้ช่วยให้มั่นใจว่าระบบสามารถนำกระแสไฟฟ้าไหลลงดินได้อย่างมีประสิทธิภาพหากเกิดไฟฟ้าลัดวงจร
ตรวจสอบการเชื่อมต่อของสายกราวด์
ตรวจสอบว่าสายกราวด์ถูกเชื่อมต่อแน่นหนาและไม่มีการหลุดหรือสึกหรอ ซึ่งอาจทำให้การต่อกราวด์ไม่สมบูรณ์และเสี่ยงต่อความปลอดภัย
ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อกับอุปกรณ์
ตรวจสอบจุดเชื่อมต่อระบบกราวด์กับอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ตู้ควบคุมหรือหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอุปกรณ์ถูกต่อกับกราวด์อย่างปลอดภัย

4.2.3 อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร (Surge Protection Devices)
ทดสอบการตอบสนองต่อแรงดันไฟฟ้าเกิน
ทดสอบว่าอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วเมื่อตรวจพบแรงดันไฟฟ้าเกิน (เช่นจากฟ้าผ่า) โดยต้องสามารถป้องกันแรงดันเกินไม่ให้เข้าสู่วงจรภายในได้ทันที
ตรวจสอบสถานะไฟแสดงผล
อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรบางรุ่นจะมีไฟแสดงสถานะ เพื่อบอกว่าอุปกรณ์ยังคงพร้อมใช้งานหรือจำเป็นต้องเปลี่ยนใหม่ ควรตรวจสอบสถานะนี้ให้แน่ใจว่าอุปกรณ์อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน
ตรวจสอบขั้วต่อและสายเชื่อมต่อ
ตรวจสอบการยึดแน่นของขั้วต่อและสายเชื่อมต่อ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการหลวม ซึ่งอาจส่งผลให้การป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรไม่สมบูรณ์
4.3 การบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer Maintenance)
ความถี่: ทุกปี
ผู้ดำเนินการ: ทีมวิศวกรไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญ
สิ่งที่ตรวจสอบ:
4.3.1 น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า
ตรวจวัดระดับน้ำมัน
ตรวจสอบระดับน้ำมันในหม้อแปลงให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เนื่องจากน้ำมันทำหน้าที่ระบายความร้อนและเป็นฉนวนป้องกันความชื้นในหม้อแปลง หากระดับน้ำมันต่ำเกินไปอาจทำให้หม้อแปลงทำงานหนักและเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสูงเกิน
วิเคราะห์คุณภาพน้ำมัน
ตรวจสอบคุณภาพน้ำมันโดยการวัดค่าความเป็นกรด ปริมาณความชื้น และการสะสมของสิ่งสกปรกในน้ำมัน การวิเคราะห์นี้ช่วยให้ทราบว่าน้ำมันยังมีคุณภาพดีพอสำหรับการใช้งานหรือควรเปลี่ยนใหม่

4.3.2 อุณหภูมิของหม้อแปลงไฟฟ้า
ตรวจสอบอุณหภูมิภายในและภายนอก
ตรวจวัดอุณหภูมิภายในและผิวหม้อแปลงด้วยเครื่องมือวัดเฉพาะ เพื่อให้แน่ใจว่าหม้อแปลงสามารถระบายความร้อนได้ดีและทำงานในอุณหภูมิที่ปลอดภัย อุณหภูมิที่สูงเกินไปอาจเป็นสัญญาณของปัญหาภายในที่ต้องได้รับการแก้ไข
ตรวจสอบเซ็นเซอร์อุณหภูมิ
หม้อแปลงบางรุ่นมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิภายใน ตรวจสอบว่าเซ็นเซอร์ยังทำงานได้ถูกต้องเพื่อช่วยในการตรวจวัดอุณหภูมิแบบเรียลไทม์
4.3.3 ความสะอาดและการป้องกันการสะสมของฝุ่น
ทำความสะอาดผิวหม้อแปลง
เช็ดทำความสะอาดผิวภายนอกของหม้อแปลงเพื่อลดการสะสมของฝุ่นที่อาจเป็นตัวการในการเกิดความร้อนสะสม
ตรวจสอบจุดต่อไฟฟ้า
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าขั้วต่อทั้งหมดไม่มีคราบสกปรกหรือการกัดกร่อน ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาความต้านทานเพิ่มขึ้นและความร้อนสะสมในจุดเชื่อมต่อ
4.3.4 ค่าความต้านทานไฟฟ้า (Insulation Resistance Test)
ทดสอบความต้านทานของฉนวนไฟฟ้า
ใช้เครื่องมือทดสอบเพื่อตรวจวัดค่าความต้านทานของฉนวนในหม้อแปลงไฟฟ้า ค่านี้บ่งบอกถึงสภาพของฉนวนในหม้อแปลง และหากค่าความต้านทานต่ำเกินไป อาจต้องมีการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนฉนวน
ตรวจสอบค่าความต้านทานของขดลวด
ตรวจวัดค่าความต้านทานของขดลวดหม้อแปลงเพื่อตรวจสอบว่าไม่มีการชำรุดหรือเสื่อมสภาพ ค่าที่เปลี่ยนไปจากเดิมอาจเป็นสัญญาณของการเสื่อมสภาพที่ต้องแก้ไข
4.4 การทำความสะอาดและการตรวจสอบระบบระบายความร้อน (Cooling System Maintenance)
ความถี่: ทุก 6 เดือน
ผู้ดำเนินการ: ทีมบำรุงรักษาและวิศวกรระบบระบายความร้อน
สิ่งที่ตรวจสอบ:
4.4.1 ความสะอาดของพัดลมและช่องระบายอากาศ
พัดลมระบายความร้อน
ตรวจสอบและทำความสะอาดใบพัดของพัดลมเพื่อลดการสะสมของฝุ่นหรือสิ่งสกปรกที่อาจทำให้ประสิทธิภาพการระบายความร้อนลดลง หากพบว่าพัดลมมีเสียงผิดปกติหรือหมุนช้าลง ควรทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนพัดลมเพื่อป้องกันปัญหาความร้อนสะสมในอุปกรณ์
ช่องระบายอากาศ
ตรวจเช็คและทำความสะอาดช่องระบายอากาศภายในตู้ควบคุมไฟฟ้าและหม้อแปลงเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีฝุ่นหรือเศษสิ่งสกปรกที่อาจกีดขวางการไหลเวียนของอากาศ การอุดตันของช่องระบายอากาศสามารถทำให้อุปกรณ์เกิดความร้อนสะสมซึ่งเสี่ยงต่อการลัดวงจรและลดอายุการใช้งาน
4.4.2 ประสิทธิภาพการทำงานและการเชื่อมต่อของพัดลม รวมถึงระบบระบายความร้อน
วัดความเร็วและการทำงานของพัดลม
ใช้เครื่องมือวัดเพื่อตรวจเช็คความเร็วในการหมุนของพัดลมระบายความร้อน หากพบว่าความเร็วของพัดลมลดลงจากมาตรฐานหรือพัดลมหยุดทำงาน ควรทำการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่
ตรวจสอบสายไฟและการเชื่อมต่อของพัดลม
ตรวจสอบว่าสายไฟของพัดลมและจุดเชื่อมต่อทั้งหมดแน่นหนาและไม่มีการสึกหรอ ซึ่งหากสายไฟหลวมอาจทำให้พัดลมหยุดทำงานกะทันหันและทำให้อุปกรณ์เกิดความร้อนสูง
ตรวจสอบอุณหภูมิภายในตู้ควบคุมและหม้อแปลง
วัดอุณหภูมิภายในตู้ควบคุมและบริเวณใกล้หม้อแปลงเพื่อตรวจสอบว่าระบบระบายความร้อนทำงานได้ดี หากอุณหภูมิสูงเกินไป อาจแสดงถึงปัญหาของระบบระบายความร้อนที่ต้องได้รับการแก้ไขทันที

4.4.3 ความสะอาดของครีบระบายความร้อน (Cooling Fins) ในหม้อแปลง
ทำความสะอาดครีบระบายความร้อน
ในหม้อแปลงที่มีครีบระบายความร้อน จำเป็นต้องทำความสะอาดครีบเหล่านี้ให้ปราศจากฝุ่นและสิ่งสกปรก เนื่องจากครีบเหล่านี้ช่วยในการกระจายความร้อนออกจากหม้อแปลง ฝุ่นหรือคราบน้ำมันที่เกาะติดจะทำให้การระบายความร้อนลดลงและเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสะสม
5. ประโยชน์ของการ PM ระบบไฟฟ้าต่อธุรกิจของคุณ
การทำ Preventive Maintenance (PM) หรือการบำรุงรักษาเชิงป้องกันให้กับระบบไฟฟ้าในโรงงานอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ระบบทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากความขัดข้องที่อาจทำให้กระบวนการผลิตหยุดชะงัก ผลลัพธ์คือธุรกิจของคุณสามารถดำเนินไปได้อย่างราบรื่น ไม่ต้องเผชิญกับการสูญเสียรายได้จากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นแบบไม่คาดคิด
นอกจากนี้ การทำ PM ยังเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว เพราะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจขยายตัวจนกลายเป็นการซ่อมแซมที่มีค่าใช้จ่ายสูงกว่า (Breakdown Maintenance) การทำ PM ช่วยให้คุณสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาได้ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่ไม่จำเป็น และทำให้มั่นใจได้ว่าอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชิ้นยังคงทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

Nutthaphume Engineering มีบริการดูแลและบำรุงรักษาระบบไฟฟ้าแรงสูง (PM) โดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินการบำรุงรักษาให้กับระบบไฟฟ้าของคุณ ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในระบบไฟฟ้าอุตสาหกรรม เราสามารถช่วยให้ระบบไฟฟ้าของคุณทำงานได้อย่างเสถียรและลดความเสี่ยงในการหยุดชะงัก
ติดต่อเราเพื่อรับบริการ PM ที่ครอบคลุมและช่วยให้ธุรกิจของคุณเดินหน้าไปอย่างราบรื่น
6. ข้อควรรู้ในการเลือกผู้ให้บริการ PM ระบบไฟฟ้า : มีมาตรฐานการทำงานที่ปลอดภัยและได้รับการรับรองมาตรฐานหรือไม่?
การเลือกผู้ให้บริการ PM ระบบไฟฟ้าที่มีความเชี่ยวชาญเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณมั่นใจว่าระบบไฟฟ้าในโรงงานอยู่ในสภาพที่ดีและปลอดภัยจริง ๆ
และนี่คือตัวอย่างของมาตรฐานที่จะช่วยยืนยันถึงความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของบริษัทผู้ให้บริการ PM ระบบไฟฟ้าได้ :
6.1 มาตรฐาน ISO 9001

เป็นมาตรฐานสากลที่เน้นคุณภาพในการบริหารจัดการ ซึ่งรวมถึงการวางแผน การปฏิบัติ และการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าบริการที่มอบให้มีคุณภาพสูง มาตรฐานนี้ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการมีการควบคุมกระบวนการทำงานที่ดีและสม่ำเสมอ
6.2 มาตรฐาน ISO 45001
เป็นมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำหรับสถานประกอบการที่ต้องการป้องกันความเสี่ยงจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในการทำงาน มาตรฐานนี้ช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าผู้ให้บริการมีระบบการจัดการความปลอดภัยที่ครบถ้วน ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุในการทำ PM ระบบไฟฟ้า
6.3 มาตรฐาน IEC 60364

เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าในอาคารและโรงงาน ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการติดตั้ง การเดินสายไฟ และการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล
6.4 มาตรฐาน IEEE 1584
เป็นมาตรฐานที่ครอบคลุมการวิเคราะห์การเกิดไฟฟ้าช็อตและอันตรายจากไฟฟ้าลัดวงจร มาตรฐานนี้จะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถประเมินความเสี่ยงและป้องกันการเกิดไฟฟ้าช็อตได้ดีขึ้น ทำให้การทำงานของระบบไฟฟ้ามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ทำไมต้องเลือก Nutthaphume Engineering เมื่อมองหาผู้ให้บริการ PM ระบบไฟฟ้า
การบำรุงรักษาเชิงป้องกันระบบไฟฟ้า (Preventive Maintenance, PM) เป็นสิ่งสำคัญในการรักษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม ช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายและป้องกันการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการผลิต
Nutthaphume Engineering พร้อมให้บริการ PM ระบบไฟฟ้า ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูงและกระบวนการที่ได้มาตรฐาน ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบและบำรุงรักษาเบื้องต้นไปจนถึงระดับลึก
ติดต่อเรา เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้เลย