ก่อนเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ต้องรู้อะไรบ้าง?
การลงทุนสถานีชาร์จรถไฟฟ้าคุ้มจริงไหม? ก็ตอบได้เลยว่า การลงทุนเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้คุ้มค่าและปลอดภัย จำเป็นต้องเริ่มจากการประเมินความเป็นไปได้ของโครงการในภาพรวม เพื่อให้มองเห็นข้อจำกัด โอกาส และต้นทุนที่แท้จริงของระบบก่อนลงมือ
1. สำรวจพื้นที่หน้างาน
พื้นฐานของการเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าจะเป็นอะไรไปไม่ได้ ถ้าไม่ใช่การสำรวจพื้นที่หน้างาน ขั้นตอนนี้จะช่วยให้เข้าใจข้อจำกัดทางกายภาพและรูปแบบการใช้งานของพื้นที่ เช่น
- ความสะดวกในการเข้าออกของรถ
- ความปลอดภัยของตำแหน่งติดตั้ง เช่น ระยะห่างจากพื้นที่จอด จุดเสี่ยงน้ำท่วม หรือพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่น
- ความเหมาะสมของประเภทและจำนวนหัวชาร์จที่ต้องการติดตั้งในอนาคต เช่น พื้นที่ของโรงแรม ห้างสรรพสินค้า
พื้นที่ที่วางแผนมาดีตั้งแต่ต้น จะช่วยควบคุมงบประมาณและลดปัญหาในการเดินระบบไฟภายหลังได้เป็นอย่างดี
2. ประเมินโหลดไฟฟ้า
ก่อนติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าต้องมีการตรวจสอบระบบไฟฟ้าเดิมก่อนว่ารองรับโหลดเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน โดยวิศวกรจะตรวจสอบส่วนต่าง ๆ ดังนี้
- ขนาดหม้อแปลงเดิม
- ความสามารถของตู้ MDB ในการเพิ่มวงจรใหม่
- ความจำเป็นของการขอมิเตอร์แยกหรือขยายกำลังไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนนี้ควรจะดำเนินการโดยวิศวกรไฟฟ้าที่มีประสบการณ์ เพราะผลลัพธ์จะเป็นตัวกำหนดทั้งต้นทุนและความปลอดภัยของโครงการ
3. กำหนดกลุ่มผู้ใช้งาน
ประเภทการใช้งานมีผลต่อรูปแบบสถานีชาร์จรถไฟฟ้ามากกว่าที่คิด การรู้ว่าผู้ใช้งานหลักคือใคร จึงกลายเป็นอีกตัวช่วยในการเลือกประเภทเครื่องชาร์จ จำนวนหัวชาร์จ และการออกแบบระบบเหมาะสม เช่น
- สถานีสำหรับรถฟลีตหรือรถขนส่ง ต้องการความพร้อมใช้สูง โหลดไฟเสถียร และอาจต้องใช้เครื่อง DC
- สถานีสำหรับพนักงานหรือผู้มาติดต่อ เหมาะกับการใช้เครื่อง AC ที่ชาร์จระหว่างเวลาทำงาน
อ่านบทความที่น่าสนใจ:คู่มือสร้างธุรกิจที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เปลี่ยนที่ว่างเป็นรายได้

หลังจากเข้าใจแล้วว่าการเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าต้องมีขั้นตอนที่ชัดเจน ถึงคราวมาดูขั้นตอนสำคัญเหล่านั้นกัน!
ระบบไฟฟ้า หัวใจสำคัญของสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
สิ่งที่สถานีชาร์จรถไฟฟ้าควรให้ความสำคัญมากที่สุด ไม่ใช่การเลือกเครื่องชาร์จที่มีสเปกสูงที่สุด แต่เป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าที่รองรับการทำงานได้อย่างปลอดภัยและต่อเนื่อง การติดตั้งโดยไม่มีการวิเคราะห์ระบบไฟฟ้าอย่างถูกต้อง อาจส่งผลให้เกิดไฟตก ไฟดับ หรือร้ายแรงกว่านั้นอาจเกิดปัญหาด้านความปลอดภัยที่กระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจโดยตรงได้เลยทีเดียว
โดยอุปกรณ์หลัก ๆ ที่ต้องคำนึงถึงมีดังนี้
1. หม้อแปลงไฟฟ้า
หม้อแปลงคือแหล่งจ่ายพลังงานหลักของอาคาร หากมีกำลังไฟไม่พอก็ไม่สามารถรองรับหัวชาร์จเพิ่มได้ และอาจต้องอัปเกรดหม้อแปลงหรือติดตั้งหม้อแปลงใหม่ในภายหลัง ซึ่งมีผลต่อทั้งต้นทุนและระยะเวลาของโครงการ การตรวจสอบโหลดสูงสุดและพฤติกรรมการใช้ไฟของอาคารเดิมตั้งแต่แรกจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก
2. ตู้สวิตช์บอร์ด (MDB) และอุปกรณ์ป้องกัน
ตู้ MDB ต้องมีความสามารถในการรองรับวงจรใหม่สำหรับธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ทั้งด้านความปลอดภัยและการจัดสรรโหลด วิศวกรจะพิจารณาขนาดเบรกเกอร์หลัก การติดตั้งเซอร์กิตเฉพาะของหัวชาร์จ การเดินสายไฟที่เหมาะสม และการป้องกันไฟรั่วตามมาตรฐานวิศวกรรม
3. สายไฟและระบบเดินท่อ
การเดินสายไฟสำหรับหัวชาร์จต้องเลือกใช้สายไฟที่มีขนาดและชนิดที่เหมาะสมกับกำลังไฟ ซึ่งรวมไปถึงการเดินท่อให้เป็นระเบียบ ปลอดภัย เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพ หากติดตั้งไม่ได้มาตรฐานอาจทำให้ระบบร้อนเกินไป ส่งผลต่อความเสถียรของการชาร์จและอายุการใช้งานของอุปกรณ์ทั้งหมด
จะเห็นว่า ระบบไฟฟ้าคือโครงสร้างหลักของสถานีชาร์จที่ต้องวางแผนจัดการอย่างรอบคอบ การมีวิศวกรที่มีประสบการณ์เข้ามาวางระบบให้ตั้งแต่ต้นจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาในอนาคต และสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับการขยายสถานีในระยะต่อไปได้เป็นอย่างดี

เลือกสเปก EV Charger ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ
การเลือกสเปกเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าต้องอิงจากรูปแบบการใช้งานจริงของธุรกิจ โดยต้องอาศัยการสังเกตลักษณะการจอดของรถและความต้องการด้านความเร็วในการชาร์จรถไฟฟ้าของลูกค้า โดยมีแนวทางง่าย ๆ ให้นำไปปรับใช้ตามกัน ดังนี้
เครื่องชาร์จแบบ ACใช้ต้นทุนติดตั้งต่ำ ใช้พลังงานน้อยกว่า และรองรับความต้องการชาร์จทั่วไปได้ดี เหมาะกับพื้นที่ที่ผู้ใช้อยู่ในสถานที่เป็นเวลานาน เช่น
- อาคารสำนักงาน
- โรงงานที่รถฟลีตกลับมาจอดข้ามคืน
- โรงแรมและห้างสรรพสินค้า
เครื่องชาร์จแบบ DCชาร์จได้เร็วมาก และรองรับฟลีตขนส่งหรือการใช้งานหนักได้ดี แม้จะมีต้นทุนสูงกว่า แต่รองรับการใช้งานที่ต้องการความเร็ว เหมาะกับธุรกิจที่มีการหมุนเวียนรถอยู่เสมอ เช่น
- ปั๊มน้ำมัน
- จุดพักรถ
- ธุรกิจที่มีทำเลติดถนนหลัก
ในกรณีที่เป็นธุรกิจบริการขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้าหรือคอมมูนิตี้มอลล์ สามารถใช้ได้ทั้ง AC และ DC ร่วมกันเพื่อให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม
อ่านบทความที่น่าสนใจ: เลือกติดตั้ง EV Charger ประเภทไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
การดำเนินการติดตั้งและกฎหมายติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่ควรรู้
การติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าต้องปฏิบัติตามขั้นตอนและข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่น ปลอดภัย และถูกต้องตามระเบียบที่กำหนด มาดู 4 ขั้นตอนหลักในการติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดทางกฎหมายกัน
1. การสำรวจและออกแบบระบบ
เพื่อประเมินความพร้อมของพื้นที่และระบบไฟฟ้า โดยต้องตรวจสอบหม้อแปลงไฟฟ้าและตู้ MDB ว่าสามารถรองรับโหลดได้หรือไม่
2. การขออนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- การไฟฟ้า (กฟน./กฟภ.) สำหรับการขอใช้ไฟและตรวจสอบโหลดไฟฟ้า
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สำหรับการจดแจ้งประกอบกิจการสถานีชาร์จ
- การยื่นเอกสารต่าง ๆ ผ่านกระบวนการขออนุญาตที่ชัดเจนและไม่ละเลย
3. การติดตั้งและทดสอบ
เมื่อผ่านขั้นตอนตามกฎหมายติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้ามาได้แล้ว ก็ต้องทำการทดสอบระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็น
- การติดตั้งเครื่องชาร์จและระบบไฟฟ้าตามมาตรฐาน
- ทดสอบระบบความปลอดภัย เช่น การตรวจสอบการเดินท่อไฟฟ้า การติดตั้ง RCD และระบบกราวด์
- ทดสอบการทำงานของเครื่องชาร์จและระบบไฟฟ้าโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต
4. การส่งมอบและการฝึกอบรม
ขั้นตอนสุดท้ายนี้ บริษัทรับติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าจะดำเนินการส่งมอบงานติดตั้ง EV Charger Station อย่างเป็นทางการ และตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมฝึกอบรมการใช้งานและการบำรุงรักษาเครื่องชาร์จให้แก่เจ้าหน้าที่ดูแลสถานี เพื่อให้มั่นใจว่าสถานีชาร์จรถไฟฟ้าจะพร้อมใช้งานและได้รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม
การปฏิบัติตามข้อกำหนดกฎหมายและขั้นตอนการติดตั้งข้างต้นอย่างครบถ้วน จะช่วยให้การลงทุนกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าของคุณเปิดให้บริการได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย คุ้มค่า แถมยังลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้อีกด้วย

ลงทุนเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ใช้งบประมาณเท่าไหร่?
อ่านมากันจนถึงตรงนี้ หลายคนคงอยากรู้แล้วว่า การจะเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าทั้งทีมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่? ก็ตอบตรงนี้ได้เลยว่า การเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าต้องมีการวางแผนงบประมาณที่รัดกุม เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนจะมีความคุ้มค่าในระยะยาว เพราะต้นทุนหลักไม่ได้จำกัดอยู่ที่การซื้อ EV Charger เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงงานระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการทำงานของเครื่องชาร์จ ซึ่งเป็นส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน
โดยต้นทุนของการติดตั้ง EV Charger Stationประกอบไปด้วย
- ค่าเครื่องชาร์จ ประมาณ 30-40% ของต้นทุนรวม
- ค่าเดินระบบไฟฟ้า ประมาณ 60-70% ของต้นทุนรวม ซึ่งจะรวมไปถึงการขยายหม้อแปลงไฟฟ้า ตู้ MDB และการติดตั้งสายไฟด้วย
คำถามต่อมาก็คงหนีไม่พ้นคำถามว่า แล้วลงทุนเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าคุ้มค่าจริงไหม? จะตอบคำถามนี้ได้ก็ต้องหาจุดคุ้มทุนเสียก่อน
การคืนทุนจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น
- จำนวนลูกค้าที่ใช้บริการ
- ค่าบริการที่ตั้ง
- การบริหารจัดการระบบไฟอย่างมีประสิทธิภาพ
แต่โดยทั่วไปแล้ว การคืนทุนมักจะเกิดขึ้นใน 3–5 ปี ขึ้นอยู่กับการใช้ไฟในช่วงพีคและช่วง Off-Peak รวมถึงการประหยัดค่าไฟจากอัตรา TOU
ทางที่ดีแนะนำว่าควรวางแผนงบประมาณให้ดี รวมไปถึงประเมินความคุ้มค่าในระยะยาวร่วมด้วย จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมและตัดสินใจลงทุนกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ
อ่านบทความที่น่าสนใจ:แชร์วิธีขอมิเตอร์ TOU สิ่งที่จะช่วยให้การใช้งาน EV Charger ของคุณคุ้มค่าที่สุด
ติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าแบบครบวงจรกับณัฐภูมิ วิศวกรรม บริษัทรับติดตั้ง EV Charger Station
การเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าไม่ได้จบแค่การเลือกเครื่องชาร์จและติดตั้งระบบไฟฟ้า แต่ยังต้องมีการวางโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยให้รองรับการทำงานอย่างยาวนานด้วย การมีบริษัทรับติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่ถูกต้องตั้งแต่การสำรวจพื้นที่ การประเมินโหลดไฟฟ้า การเลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะสม ไปจนถึงการขออนุญาตตามกฎหมาย จะช่วยทุ่นแรงของคุณไปได้มากเลยทีเดียว
ณัฐภูมิ วิศวกรรม พร้อมเป็นพันธมิตรที่เชี่ยวชาญ เรามีบริการออกแบบ ติดตั้ง บำรุงรักษาเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า แบบ One-Stop Service ที่ดูแลตั้งแต่การสำรวจหน้างาน ออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้า ขอติดตั้งเครื่องชาร์จไปจนถึงการบำรุงรักษาหลังการติดตั้ง ด้วยทีมวิศวกรมืออาชีพประสบการณ์กว่า 30 ปี ที่จะช่วยให้การลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จรถไฟฟ้าของคุณคุ้มค่าและปลอดภัยในทุกขั้นตอน
ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ติดต่อเรา
หรือโทร 098-291-4911 และแอดไลน์ @npeng
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
1. ระบบไฟฟ้าควรรองรับจำนวนเครื่องชาร์จได้มากแค่ไหน?
การรองรับจำนวนเครื่องชาร์จขึ้นอยู่กับขนาดของหม้อแปลงไฟฟ้า และตู้ MDB หากต้องการเพิ่มจำนวนหัวชาร์จในอนาคต ควรออกแบบระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น ในการรองรับโหลดไฟฟ้าเพิ่มขึ้น เช่น การติดตั้งหม้อแปลงที่มีขนาดใหญ่หรือใช้ระบบ Load Balancing เพื่อควบคุมการใช้ไฟไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
2. การอัปเกรดระบบไฟฟ้าในภายหลังมีค่าใช้จ่ายสูงหรือไม่?
การอัปเกรดระบบไฟฟ้าเพื่อรองรับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าอาจมีค่าใช้จ่ายสูง แต่หากคำนวณและประเมินค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมไว้อย่างดี การขยายระบบไฟฟ้าให้รองรับการใช้งานในอนาคตจะช่วยให้สามารถเพิ่มหัวชาร์จได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดในภายหลัง
3. ระบบไฟฟ้าและเครื่องชาร์จรถไฟฟ้ามีแนวทางการบำรุงรักษาอย่างไรบ้าง?
ควรตรวจสอบระบบไฟฟ้า เช่น สายไฟ หม้อแปลง ตู้ MDB และการป้องกันไฟฟ้า ไปจนถึงทำความสะอาดและตรวจสอบเครื่องชาร์จอย่างสม่ำเสมอ แนะนำให้หมั่นบำรุงรักษาอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง
