ทำไมการเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าต้องมีขั้นตอนที่ชัดเจน?
ธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่กำลังมาแรงก็ต้องอาศัยการวางแผนอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกันกับธุรกิจอื่น ๆ เช่นกัน เพราะการติดตั้งเครื่องชาร์จ EV ไม่ได้มีเพียงเรื่องอุปกรณ์หรือดีไซน์พื้นที่ แต่ยังเกี่ยวข้องกับงานวิศวกรรมไฟฟ้าที่ซับซ้อน การขออนุญาตสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย และมาตรฐานปลอดภัยที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
หากลงมือโดยไม่มีแผนงานที่ชัดเจน นอกจากจะทำให้การเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าล่าช้ากว่าที่ควรแล้ว ยังเสียต้นทุนในการทำสถานีชาร์จไปโดยใช่เหตุ การทำความเข้าใจขั้นตอนการติดตั้งทางวิศวกรรมที่เหมาะสมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้การลงทุนเป็นไปอย่างราบรื่น ลดความเสี่ยง ลดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน รวมถึงยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าเมื่อเปิดให้บริการแล้ว EV Charger Station ของเราจะพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามมาตรฐานการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอีกด้วย
อ่านบทความที่น่าสนใจ:เผย 5 ปัจจัยความคุ้มค่าที่ต้องรู้ก่อนลงทุนเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
หลังจากเข้าใจแล้วว่า ทำไมการเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าต้องมีขั้นตอนที่ชัดเจน ถึงคราวมาดูขั้นตอนสำคัญเหล่านั้นกัน!

1. เช็กระบบไฟฟ้าเดิม
การสำรวจระบบไฟฟ้าเป็นขั้นตอนที่มีผลต่อทั้งงบประมาณและความเป็นไปได้ของการทำสถานีชาร์จรถไฟฟ้า หากระบบไฟฟ้าเดิมไม่พร้อมแต่ยังดื้อดึงที่จะติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าทันทีอาจเกิดปัญหาไฟตก ไฟดับ โหลดเกิน หรือต้องขยายหม้อแปลงในภายหลัง ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการประเมินตั้งแต่แรกหลายเท่าเลยทีเดียว
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาเหล่านั้น จึงต้องมีการสำรวจหน้างานโดยวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต เพื่อประเมินประเด็นสำคัญดังนี้
- ขนาดและกำลังของหม้อแปลงว่าเพียงพอสำหรับโหลดของเครื่องชาร์จหรือไม่
- ตู้ MDB รองรับกระแสเพิ่มได้มากน้อยแค่ไหน
- ระบบสายไฟและอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าต้องปรับปรุงเพิ่มเติมหรือไม่
นอกจากนี้ การเตรียมข้อมูลเบื้องต้นอย่างบิลค่าไฟย้อนหลัง 6 – 12 เดือน จะช่วยให้วิศวกรวิเคราะห์โหลดจริงได้แม่นยำขึ้นได้อีกด้วย

2. เลือกเครื่องชาร์จที่เหมาะกับธุรกิจ
การเลือกติดตั้ง EV Charger ให้เหมาะกับธุรกิจ มีผลต่อทั้งต้นทุนและประสบการณ์ของผู้ใช้งาน โดยมีหลักการเลือกสเปกเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าง่าย ๆ ก็คือ เลือกตามพฤติกรรมลูกค้าของธุรกิจ เพื่อคุมงบประมาณ และทำให้ EV Charger Station สร้างรายได้ให้กับธุรกิจได้จริง เช่น
- AC Chargerเหมาะกับธุรกิจที่ลูกค้าใช้เวลานาน เช่น โรงแรม คาเฟ่ ออฟฟิศ หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ลงทุนต่ำกว่า ใช้ระบบไฟน้อยกว่า
- DC Fast Chargerเหมาะกับธุรกิจที่มีการหมุนเวียนรถอยู่เสมอ เช่น ปั๊มน้ำมัน จุดพักรถ หรือธุรกิจที่มีทำเลติดถนนหลัก ลงทุนสูงกว่า แต่ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการความเร็ว
3. ขออนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การขออนุญาตเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นข้อกำหนดที่เจ้าของสถานีชาร์จต้องปฏิบัติตามทุกกรณี แต่กลับเป็นขั้นตอนที่หลายคนสับสนมากที่สุด เพราะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานและต้องใช้เอกสารเฉพาะทางหลัก 2 ส่วนด้วยกัน คือ
- การไฟฟ้า (กฟน./กฟภ.)สำหรับตรวจสอบโหลดเดิมของอาคาร และดำเนินการขอมิเตอร์ใหม่หรือเพิ่มกำลังไฟ
- คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)สำหรับดำเนินการจดแจ้งประกอบกิจการสถานีอัดประจุไฟฟ้า ซึ่งเป็นข้อบังคับเพื่อให้เปิดดำเนินการได้ถูกต้องตามกฎหมาย
หากดำเนินการขออนุญาตสถานีชาร์จรถไฟฟ้าอย่างถูกต้อง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการถูกระงับการใช้งาน หรือไม่ผ่านการตรวจสอบในอนาคต ดังนั้น การเลือกใช้บริการแบบ One-Stop Service เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปอย่างรวดเร็วและไม่ผิดพลาด
4. การติดตั้งและระบบความปลอดภัย
หลังจากผ่านขั้นตอนการขออนุญาตมาแล้ว การติดตั้งเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าเองก็ต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่ทางไฟฟ้ากำหนด เพื่อให้สถานีชาร์จรถไฟฟ้าพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัย ยืดอายุการใช้งานของเครื่องชาร์จ และลดค่าเสียหายได้เป็นอย่างดี
กลับกันหากติดตั้งผิดวิธีอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งไฟฟ้าลัดวงจร อุปกรณ์เสียหาย หรืออุบัติเหตุที่กระทบต่อผู้ใช้งาน
โดยงานติดตั้งที่ต้องควบคุมให้ได้มาตรฐานประกอบไปด้วย
- การเดินระบบไฟฟ้าตามมาตรฐาน เช่น การเดินท่อร้อยสาย การจัดวางตู้ควบคุม และการแยกวงจรของเครื่องชาร์จ
- ระบบป้องกันเช่น เบรกเกอร์ไฟรั่ว RCD มิเตอร์ย่อย และอุปกรณ์ตัดไฟฉุกเฉิน
- ระบบกราวด์ที่ได้ค่าความต้านทานตามมาตรฐาน เพื่อป้องกันไฟดูดและไฟรั่ว
- ทดสอบก่อนเปิดใช้งานเพื่อเช็กโหลด ความเสถียรของระบบ และการสื่อสารของเครื่องชาร์จ

5. วางระบบบริหารจัดการหลังบ้าน
หลังจากติดตั้งและทดสอบระบบเสร็จเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่จะช่วยยกระดับธุรกิจได้คือ ระบบบริหารจัดการเพื่อควบคุมการทำงาน ตรวจสอบรายได้ และอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน เป็นระบบที่เปรียบเสมือนสมองของสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่ทำให้ธุรกิจดำเนินได้อย่างราบรื่น
โดยสิ่งที่ระบบ Back-end ควรมี ได้แก่
- ตั้งค่าราคาค่าชาร์จปรับราคาได้ตามช่วงเวลา หรือตามประเภทผู้ใช้
- ติดตามสถานะหัวชาร์จแบบเรียลไทม์ ดูได้ว่ากำลังใช้งาน ปิด หรือเกิดข้อผิดพลาด
- ระบบชำระเงินผ่านแอปพลิเคชัน เช่น สแกนจ่าย QR หรือผูกบัตร เพื่อความสะดวกของลูกค้า
- รายงานยอดชาร์จและรายได้ (Dashboard) ช่วยให้เจ้าของธุรกิจรู้ผลการดำเนินงานทุกวัน
- รองรับการจัดการหลายหัวชาร์จ เหมาะสำหรับสถานีที่ต้องการเติบโตในอนาคต
การมีระบบบริหารจัดการที่ดีช่วยลดงานดูแลซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ และทำให้สถานีชาร์จรถไฟฟ้าสามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเฝ้าระบบตลอดเวลา
เปลี่ยนเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายกับ ณัฐภูมิ วิศวกรรม บริการติดตั้ง EV Charger Station
การเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าอาจดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน แต่ถ้าดำเนินทุกขั้นตอนอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็จะสามารถเริ่มธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้าได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย พร้อมสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องระยะยาว การมีพันธมิตรที่เชี่ยวชาญงานระบบไฟฟ้าและ EV Charger โดยเฉพาะ จะช่วยลดความเสี่ยง ทำให้การดำเนินโครงการราบรื่น และประหยัดต้นทุนทำสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในภาพรวมได้อย่างมาก
ณัฐภูมิ วิศวกรรม ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 9001 และพร้อมดูแลแบบ One-Stop Service ด้วยบริการออกแบบ ติดตั้ง บำรุงรักษาเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า ตั้งแต่การประเมินระบบไฟฟ้าหน้างาน ดำเนินเรื่องขออนุญาต ติดตั้งตามมาตรฐานความปลอดภัย ไปจนถึงดูแลระบบหลังติดตั้งและบริการบำรุงรักษา เพื่อให้ทุกโครงการเปิดใช้งานได้อย่างราบรื่น ถูกต้อง และคุ้มค่าที่สุด
ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ติดต่อเรา
หรือโทร 098-291-4911 และแอดไลน์ @npeng
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
1. จำเป็นต้องมีที่บังแดดหรือหลังคาบริเวณพื้นที่ติดตั้งหรือไม่?
แนะนำให้ติดตั้งหลังคา เพราะหลังคาจะช่วยป้องกันอุปกรณ์จากแดดและฝน ลดอุณหภูมิการทำงาน และยืดอายุเครื่องชาร์จ รวมถึงยกระดับภาพลักษณ์ให้กับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าได้ไปในตัว
2. ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าได้จริง?
ส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาอยู่ที่ 30 – 90 วัน ขึ้นอยู่กับความพร้อมของระบบไฟฟ้าเดิม ขั้นตอนการขออนุญาต และจำนวนหัวชาร์จที่ต้องติดตั้ง หากต้องขยายหม้อแปลงหรือเพิ่มกำลังไฟ ก็จะใช้เวลายาวนานมากขึ้นตามความซับซ้อนของงาน
3. ต้องทำระบบกันฟ้าผ่าหรือไม่?
แนะนำให้ทำในทุกกรณี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าที่ใช้เครื่องชาร์จแบบ DC เพราะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในมีความไวสูง การติดตั้ง Surge Protection และระบบกราวด์ที่ถูกต้องจะช่วยป้องกันความเสียหายจากแรงดันกระชากได้
