1. ทำเลของธุรกิจ
การเลือกทำเลสำหรับเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความคุ้มค่าของการลงทุนมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เพราะทำเลที่ดีไม่เพียงช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการอย่างเดียว แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดลูกค้ากลุ่มใหม่ให้เข้ามาใช้บริการธุรกิจหลักต่าง ๆ ได้อีกด้วย ทำเลที่ตั้งของธุรกิจจึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนี้
- พื้นที่ตามเส้นทางออกนอกเมืองหรือเส้นทางเดินทางไกล
รองรับผู้ใช้รถ EV ที่ต้องชาร์จระหว่างการเดินทางข้ามจังหวัด เหมาะกับถนนเส้นหลักและเส้นรองที่มีการสัญจรต่อเนื่อง - พื้นที่ใกล้ถนนเส้นหลัก มองเห็นง่าย และเข้าถึงสะดวก
เพิ่มโอกาสที่ผู้ขับขี่จะตัดสินใจแวะชาร์จแบบเร่งด่วน มี Traffic สูงอย่างต่อเนื่อง - พื้นที่ธุรกิจที่ผู้คนใช้เวลาอยู่ในสถานที่นาน
เช่น โรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือห้างสรรพสินค้า ลูกค้าใช้เวลามากกว่า 30 นาที เหมาะกับการชาร์จแบบปลายทางและช่วยเพิ่มรายได้ทางอ้อมให้ธุรกิจ
2. โมเดลธุรกิจและแหล่งรายได้
หากประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้ทะลุปรุโปร่งแล้ว จะเห็นว่ารายได้ของธุรกิจนี้ไม่ได้มีเพียงค่าชาร์จไฟเท่านั้น แต่ยังมาจากรายได้เสริมที่ช่วยเพิ่มกำไร มูลค่าทางธุรกิจโดยรวม และโอกาสคืนทุนได้เร็วขึ้นอีกด้วย

รายได้จากการชาร์จรถไฟฟ้า (Direct Revenue)
รายได้รูปแบบนี้เป็นรายได้หลักของสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งได้มาจากการคิดค่าพลังงานต่อหน่วยไฟฟ้าตามที่กำหนดราคาตามโครงสร้างต้นทุน ทำเล และกลุ่มลูกค้า นอกจากนี้ยังอาจมีรายได้เพิ่มเติม เช่น ค่าบริการจอดรถ หรือค่าบริการพิเศษตามช่วงเวลา ทำให้สามารถปรับรายได้ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น
รายได้จากธุรกิจหลักและกิจกรรมในพื้นที่ (Indirect Revenue)
รายได้จากการติดตั้ง EV Charger ในธุรกิจ เป็นอีกจุดสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ เพราะลูกค้าที่เข้ามาชาร์จรถไฟฟ้ามักใช้เวลารอในพื้นที่อย่างน้อย 20 – 60 นาที ทำให้เกิดรายได้ทางอ้อมจากการตัดสินใจใช้บริการอื่นเพิ่มเติม เช่น
- นั่งดื่มกาแฟหรือทานอาหาร
- ใช้บริการร้านค้าในพื้นที่
- เข้าพักโรงแรมหรือใช้บริการสันทนาการ
พื้นที่ที่มีกลุ่มลูกค้ากำลังซื้อสูง เช่น โรงแรมระดับกลางขึ้นไป คาเฟ่พรีเมียม หรือคอมมูนิตี้มอลล์ ก็จะได้รับประโยชน์จากรายได้เสริมนี้ชัดเจนที่สุด
อ่านบทความที่น่าสนใจ:คู่มือสร้างธุรกิจที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เปลี่ยนพื้นที่ว่างเป็นรายได้

3. ต้นทุนสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
ก่อนเริ่มเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้า แน่นอนว่าต้นทุนคือส่วนที่ต้องประเมินอย่างรอบคอบ เพราะการประเมินงบประมาณเบื้องต้นทั้งค่าเครื่องและระบบไฟฟ้าอย่างครบถ้วน จะช่วยให้จัดเตรียมงบประมาณ และวางแผนลงทุนสถานีชาร์จรถไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยทั่วไปแล้ว ค่าใช้จ่ายจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักด้วยกัน คือ ค่าเครื่องชาร์จ และค่าระบบไฟฟ้าที่ต้องเตรียมรองรับ ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่หลายคนมักมองข้าม
- ค่าเตรียมระบบไฟฟ้าและหม้อแปลง อาจมีค่าใช้จ่ายสูงจากการปรับปรุงหม้อแปลง ตู้ MDB และระบบไฟ ซึ่งบางครั้งสูงกว่าเครื่องชาร์จ
- ค่าเครื่องชาร์จ AC เริ่มต้นหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อหัว และ DC เริ่มต้นหลักแสนปลายถึงหลักล้านบาทต่อหัว
อ่านบทความที่น่าสนใจ:เลือกติดตั้ง EV Charger ประเภทไหนให้เหมาะกับธุรกิจของคุณ
4. ความพร้อมของระบบไฟฟ้าและกฎหมาย
การลงทุนกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้าไม่ใช่แค่ซื้อเครื่องชาร์จมาติดตั้งแล้วจะเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าได้เลย เพราะจะต้องมีระบบไฟฟ้าที่รองรับโหลดสูงตามมาตรฐานความปลอดภัย และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
ระบบไฟของอาคารต้องได้รับการประเมินโดยวิศวกรไฟฟ้าที่มีใบอนุญาต เพื่อดูว่าหม้อแปลงเพียงพอหรือไม่ ตู้ MDB รองรับโหลดเพิ่มได้หรือไม่ รวมถึงต้องปรับปรุงสายไฟและระบบป้องกันไฟฟ้าให้เหมาะสม การตรวจสอบตั้งแต่ต้นเช่นนี้จะช่วยลดความเสี่ยงทั้งเรื่องไฟตก ไฟดับ และป้องกันงบประมาณบานปลายได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ การติดตั้งต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของ กฟน. กฟภ. กกพ. และมาตรฐาน มอก. สำหรับอุปกรณ์ EV Charger หรือระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง หากดำเนินการไม่ถูกต้อง อาจเกิดความเสี่ยงทั้งในด้านความปลอดภัยและทางกฎหมายสถานีชาร์จรถไฟฟ้าได้ เช่น ไฟฟ้าลัดวงจร หรือไม่ผ่านการตรวจรับรอง เป็นต้น
ด้วยความซับซ้อนของระบบไฟฟ้าและกฎหมายเกี่ยวกับการเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้า การให้วิศวกรมืออาชีพดูแลตั้งแต่การสำรวจ ออกแบบ ไปจนถึงยื่นขออนุญาต จึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าที่คิด บริษัท ณัฐภูมิ วิศวกรรม จำกัด ผ่านการรับรองมาตรฐาน “ISO 9001” และมีทีมวิศวกรที่พร้อมให้คำปรึกษาและตรวจสอบหน้างาน เพื่อให้โครงการสถานีชาร์จเดินหน้าอย่างปลอดภัย มีมาตรฐาน และคุมงบประมาณได้อย่างมั่นใจ
อ่านบทความที่น่าสนใจ:5 ขั้นตอนการเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้า มาตรฐานการติดตั้งที่เจ้าของธุรกิจต้องรู้

5. พาร์ทเนอร์ติดตั้ง EV Charger
การเลือกพาร์ทเนอร์ติดตั้งเองก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยความสำเร็จของธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้าในระยะยาว เพราะสถานีชาร์จที่ดีต้องอาศัยระบบที่เสถียร ปลอดภัย และมีบริการหลังการขายรองรับอย่างต่อเนื่อง เพื่อเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต เช่น ระบบล่ม ใช้งานไม่ได้ หรือติดตั้งไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
ดังนั้น พาร์ทเนอร์ที่ดีควรมีประสบการณ์ด้านวิศวกรรมไฟฟ้าโดยตรง มีวิศวกรขึ้นทะเบียนควบคุมงาน สามารถออกแบบระบบไฟฟ้าให้เหมาะกับโหลดของเครื่องชาร์จ และช่วยดูแลเรื่องการขออนุญาตต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เพื่อให้สถานีชาร์จรถไฟฟ้าพร้อมใช้งานอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
เปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าให้ครองใจลูกค้า ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่ไว้ใจได้
ธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้ากำลังกลายเป็นทางสร้างรายได้ใหม่ จากจำนวนผู้ใช้รถ EV ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องและพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการจุดชาร์จในทุกสถานที่ที่เดินทางไป ทำให้การลงทุนในสถานีชาร์จมีศักยภาพสูงและพร้อมขยายตัวได้อีกในอนาคต แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องวางรากฐานให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น
ณัฐภูมิ วิศวกรรม พร้อมดูแลทุกขั้นตอนด้วยบริการออกแบบ ติดตั้ง บำรุงรักษาเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า ตั้งแต่การประเมินพื้นที่ ออกแบบระบบไฟฟ้า ติดตั้งเครื่องชาร์จ ไปจนถึงการดูแลบำรุงรักษาระยะยาว เพื่อให้สถานีชาร์จรถไฟฟ้าของคุณคุ้มค่า ปลอดภัย และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ณัฐภูมิ วิศวกรรม ให้บริการครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตอุตสาหกรรมทั่วประเทศ
ปรึกษาหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ ติดต่อเรา
หรือโทร 098-291-4911 และแอดไลน์ @npeng
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสถานีชาร์จรถไฟฟ้า
1. อยากเปิดสถานีชาร์จรถไฟฟ้าควรมีงบประมาณขั้นต่ำเท่าไหร่?
โดยทั่วไปแล้ว AC Charger จะเริ่มต้นที่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาทต่อหัว ส่วน DC Fast Charger มักอยู่ในช่วงหลักแสนปลายถึงหลักล้านบาทต่อหัว รวมถึงต้องมีงบสำหรับงานระบบไฟฟ้าและหม้อแปลง ซึ่งอาจมีค่าใช้จ่ายใกล้เคียงหรือสูงกว่าเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าในบางหน้างาน จึงควรมีการสำรวจพื้นที่ก่อนเสมอ
2. สถานีชาร์จมีค่าใช้จ่ายรายเดือนอะไรบ้าง?
ค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้า คือ ค่าไฟฟ้า ค่าดูแลบำรุงรักษา ค่าอินเทอร์เน็ตสำหรับเชื่อมต่อระบบชาร์จ และค่าบริหารจัดการระบบหลังบ้านในบางแพ็กเกจ ซึ่งจะต้องนำไปคำนวณร่วมกับรายได้เพื่อประเมิน ROI ที่แท้จริง
3. ถ้ามีพื้นที่แค่ 1 – 2 ช่องจอด ควรลงทุนหรือไม่?
ลงทุนได้ หากเป็นทำเลที่มี Traffic หรือมีลูกค้าประจำในพื้นที่ เช่น คาเฟ่ ร้านอาหาร หรือโรงแรม เพราะสถานีชาร์จรถไฟฟ้าแบบ AC ใช้พื้นที่น้อยและยังสร้างรายได้ทางอ้อมให้ธุรกิจเพิ่มขึ้นจากลูกค้าที่ใช้เวลารอในพื้นที่ การเริ่มจากจำนวนหัวชาร์จน้อยแบบนี้จึงเป็นวิธีที่ดีในการทดสอบความต้องการก่อนขยายในอนาคต
